ปาล์มน้ำมัน

ชื่อสามัญ

ปาล์มน้ำมัน (Oil palm) น้ำมันปาล์ม (crude palm oil) เรียกย่อว่า CPO

ชื่อวิทยาศาสตร์

Elaeis guineensis Jacq

ถิ่นกำเนิด

แอฟริกา แพร่กระจายพันธุ์ปลูกอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น ที่เส้นรุ้ง 10 องศาเหนือ-ใต้

แหล่งผลิตใหญ่ของโลก

มาเลเซีย อินโดนีเซีย พื้นที่ปลูกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของโลก

แหล่งปลูกปัจจุบัน

มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไนจีเรีย ไทย โคลัมเบีย อินเดีย และแหล่งปลูกใหม่ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า กัมพูชา

พันธุ์การค้า

ลูกผสมเทเนอรา (ดูรา x พิสิเฟอรา)

=
+

พันธุ์แนะนำ

กรมวิชาการเกษตรรับรองพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันมี 7 พันธุ์ คือ พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฏร์ธานี 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7

แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์
ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย
- ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี
- นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศ คอสตาริก้า ปาปัวนิวกินี ไอวอรีโคสต์ แซร์ เบนิน ยกเว้น มาเลเซียและอินโดนีเซีย
เนื่องจากมีนโยบายห้ามส่งออกพันธุ์ปาล์มน้ำมันตั้งแต่ปี 2526
- ผลิตโดยบริษัทเอกชนของประเทศไทย ขณะนี้มี 3 บริษัทได้แก่ บริษัทยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) จังหวัดกระบี่, บริษัทเปา - รงค์ ออยล์ปาล์ม จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช และห้างหุ้นส่วนจำกัด โกลด์เด้นเทเนอรา จังหวัดกระบี่

ลักษณะทั่วไปของปาล์มน้ำมัน

ประเภท

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชผสมข้ามมีทั้งช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียแยกช่อดอกอยู่ในต้นเดียวกันการผสมเปิดจะได้ต้นปาล์มรุ่นลูกที่แตกต่างจากต้นแม่เดิมจึงไม่แนะนำให้เก็บเมล็ดจากใต้ต้นไปขยายพันธุ์ถ้าปลูกปาล์มน้ำมันจากเมล็ดที่หล่นใต้ต้นหรือนำมาจากแหล่งผลิตพันธุ์ที่ไม่น่าเชื่อถือจะทำให้ผลผลิตทะลายสดลดลง15-50% และเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบลดลง 35-55%

ดอกตัวผู้
ดอกตัวเมีย

ปาล์มน้ำมันจำแนกตามลักษณะผล มี 3 แบบ

ลักษณะ

ดูรา (Dura) กะลาหนา 2 - 8 มิลลิเมตร ไม่มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลามีชั้นเปลือกนอกบาง 35 - 60 %
เปอร์เซ็นต์น้ำมันดิบต่ำ มียีนควบคุมเป็นลักษณะเด่น

พิสิเฟอรา (Pisifera) ลักษณะผลไม่มีกะลา มีข้อเสียคือ ช่อดอกตัวเมียมักเป็นหมัน ทำให้ผลฝ่อลีบ ทะลายเล็ก
เนื่องจากผลไม่พัฒนา ผลผลิตต่ำมากหรือไม่มีผลผลิตทรงต้นมักจะใหญ่ ไม่ใช้ปลูกเป็นการค้า ยีนควบคุมเป็นลักษณะด้อย

เทเนอรา (Tenera) ลักษณะผลมีกะลาบาง 0.5 - 4 มิลลิเมตร มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกหนา 60 - 90 %
ลักษณะเทเนอราเป็นพันธุ์ทาง(heterozygous) เกิดจากการผสมข้ามระหว่างลักษณะดูรากับพิสิเฟอรา

ปาล์มน้ำมันจำแนกสีผล มี 2 แบบ

สีผล

1. สีผลดิบเป็นสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีส้ม (virescens)

2.สีผลดิบเป็นสีดำ เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง (nigrescens)

น้ำมันปาล์ม

ได้จาก 2 ส่วน คือ ส่วนเปลือกนอกประมาณ 16 - 25 % ของน้ำหนักทะลายและส่วน
เนื้อในประมาณ 3 - 5 % ของน้ำหนักทะลาย

อายุการเก็บเกี่ยว

เริ่มให้ผลอายุ 30 เดือน (นับจากหลังปลูกลงแปลง) ซึ่งขนาดทะลายเล็ก และมีขนาดทะลายโตเต็มที่ อายุ 5 ปีขึ้นไป

รอบการเก็บเกี่ยว

ประมาณ 15 วันต่อครั้ง

ขนาดทะลาย

ควรมีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่า 15 กก.ต่อทะลาย

ความสูง

ความสูงเพิ่มเฉลี่ย 20 - 50 ซม.ต่อปี แต่การปลูกเพื่อการค้าต้องการปาล์มน้ำมันที่สูง
ประมาณ 15 - 18 เมตร อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 25 ปี

ระยะปลูก

ปลูกเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะ 9 x 9 x 9 เมตร จำนวนต้นปลูก 22.8 ต้นต่อไร่

ลักษณะพฤกษศาสตร์ปาล์มน้ำมัน

          ปาล์มน้ำมันเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและเป็นพืชยืนต้น (perennial crop) ได้จำแนกปาล์มน้ำมันให้อยู่ในวงศ์ (family) Palmae หรือ Arecaceae (monocotyledon) ปาล์มน้ำมันเป็นพืชผสมข้ามประเภทที่มีช่อดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน แต่ช่วงเวลาการออกดอกจะไม่พร้อมกัน เป็นพืชดิพลอยด์มีจำนวนโครโมโซม 2n = 2x = 32 และในสกุล (genus) Elaeis ประกอบด้วยปาล์มน้ำมัน 2 ชนิด (species) ได้แก่ ปาล์มน้ำมันชื่อวิทยาศาสตร์ Elaeis guineensis Jacq. ในปัจจุบันเป็นพันธุ์ปลูกเพื่อการค้าเดิมมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาตอนกลางและตะวันตก คำว่า Elaeis มีความหมายตรงกับคำ elaion ซึ่งแปลว่า น้ำมัน ส่วนคำว่า guineensis มีความหมายว่า แหล่งรวบรวมอยู่ที่ ประเทศ Guinea แอฟริกาตะวันตก ลักษณะของปาล์มน้ำมัน E. guineensis ให้ผลผลิตทะลายสูง มีน้ำหนักผล เปลือกนอกต่อผลและผลผลิตน้ำมันสูงส่วนอีก species หนึ่งคือปาล์มน้ำมัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Elaeis oleifera มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ลักษณะต้นเตี้ยและต้านทานต่อโรคตาเน่า (Lethal bud rot) เปอร์เซ็นต์กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (unsaturated fatty acid) ค่าไอโอดีนสูง (iodine value) ประมาณ 77-78% รวมทั้งมีวิตามินเอและวิตามินอีสูงแต่ให้ผลผลิตและปริมาณน้ำมันน้อยกว่าปาล์มน้ำมัน E.guineensis ปัจจุบันมีประโยชน์ในการเป็นเชื้อพันธุกรรมสำหรับปรับปรุงพันธุ์ โดยการผสมข้ามระหว่าง Species
          1. ราก ปาล์มน้ำมันมีระบบรากฝอย รากอ่อนจะงอกออกจากเมล็ดเป็นอันดับแรก เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 2 - 4 เดือน รากอ่อนจะหยุดเจริญเติบโตและหายไป ระบบรากจริงจะงอกจากส่วนฐานของลำต้น ต้นปาล์มที่เจริญเติบโตเต็มที่นั้น ประกอบด้วย รากแรกที่หยั่งลึกลงผิวดินช่วยยึดลำต้นบ้างเล็กน้อย และมีรากสอง สามและสี่ที่แตกแขนงออกมาตามลำดับ ทอดไปตามแนวนอน จะเป็นระบบรากสานกันอย่างหนาแน่นอยู่บริเวณผิวดินระดับลึก 30 - 50 เซนติเมตร
          2. ลำต้น ปาล์มน้ำมันมีลำต้นตั้งตรง มียอดเดี่ยวรูปกรวย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 - 12 เซนติเมตร สูง 2.5 - 4 เซนติเมตร ประกอบด้วยใบอ่อนและเนื้อเยื่อเจริญ
ต้นปาล์มน้ำมันในระยะ 3 ปีแรกจะเจริญเติบโตทางด้านกว้าง หลังจากนั้นลำต้นจะยืดขึ้นปล้องฐานโคนใบ และข้อจะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อปาล์มน้ำมันอายุมากแล้ว ทางใบจะติดอยู่กับลำต้นอย่างน้อย 12 ปี หรือมากกว่านั้นแล้วเริ่มหลุดจากใบล่างขึ้นไปทางใบบนลำต้นมีการจัดเรียงตัวเวียนตามแกนลำต้น รอบละ 8 ทางใบ 2 ทิศทาง คือเวียนซ้ายและเวียนขวา เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น ประมาณ 20 - 75 เซนติเมตร โดยทั่วไปลำต้นมีความสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 35 - 60 เซนติเมตรต่อปี ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและพันธุกรรม ปาล์มน้ำมันมีความสูงได้มากกว่า 30 เมตร และมีอายุยืนนานมากกว่า 100 ปี แต่การปลูกปาล์มน้ำมันเป็นการค้า ไม่ควรมีความสูงเกิน 15 - 18 เมตร หรืออายุประมาณ 25 ปี
          3. ใบ ใบของปาล์มน้ำมันเป็นใบประกอบรูปขนนก (pinnate) แต่ละใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนแกนกลางที่มีใบย่อยอยู่ 2 ข้าง และส่วนก้านทางใบ ซึ่งมีขนาดสั้นกว่าส่วนแรกและมีหนามสั้น ๆ อยู่ 2 ข้างแต่ละทางมีใบย่อย 100 - 160 คู่ แต่ละใบย่อยยาว 100 - 120 เซนติเมตร กว้าง 4 - 6 เซนติเมตร
          4. ดอก ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชผสมข้าม มีดอกเพศเมียและดอกเพศผู้แยกช่อดอกภายในต้นเดียวกัน (monoecious) ที่ตำแหน่งของทางใบมีตาดอก 1 ตา อาจจะพัฒนาเป็นช่อดอกเพศผู้หรือเพศเมีย บางครั้งจะพบว่ามีช่อดอกกะเทยซึ่งมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่รวมกัน (hermaphrodite) การบานของดอกปาล์มน้ำมันแต่ละดอกไม่พร้อมกัน การพัฒนาจากระยะตาดอกจนถึงดอกบานพร้อมที่จะรับการผสม (anthesis) ใช้เวลาประมาณ 33 - 34 เดือน การเปลี่ยนเพศของตาดอก (sex differentiation) จะเกิดขึ้นในช่วง 20 เดือนก่อนดอกบาน ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ช่อดอกจะพัฒนาเป็นช่อดอกเพศเมียเป็นส่วนใหญ่ การผสมเกสรมีลมและแมลงเป็นพาหะ โดยเฉพาะด้วงงวงปาล์มน้ำมัน (Elaeidobius kamerunicus) เป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรที่สำคัญหลังจากการผสมเกสร 5 - 6 เดือน ช่อดอกตัวเมียจะพัฒนาไปเป็นทะลายที่สุกแก่เต็มที่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ ดอกตัวเมียมีกาบหุ้ม (bract) เจริญเป็นหนามยาว 1 อัน กาบรอง (bractiole) 2 แผ่นและมีกลีบดอก (perianth) 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ ห่อหุ้มรังไข่ 3 พูไว้ ยอดเกสรตัวเมียมี 3 แฉก เมื่อดอกบานแฉกนี้จะโค้งเปิดออก วันแรกกลีบดอกเป็นสีขาว ตรงกลางมีต่อมผลิตของเหลว เหนียว วันต่อมาเปลี่ยนเป็นสีชมพู วันที่ 2 - 3 ของการบานของดอกจะเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผสมพันธุ์ปาล์มน้ำมันวันที่สามเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนและวันที่สี่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหลังจากผสมเกสรแล้วยอดเกสรตัวเมียจะเปลี่ยนเป็นสีดำและแข็งปาล์มน้ำมันที่โตเต็มที่แล้วช่อดอกตัวเมียมีช่อดอกย่อย ประมาณ 110 ช่อ และมีดอกตัวเมียประมาณ 4,000 ดอก ดอกตัวผู้ที่เจริญเต็มที่ก่อนที่จะบานมีขนาดกว้าง 1.5 - 2 มิลลิเมตร ยาว 3 - 4 มิลลิเมตร ถูกห่อหุ้มด้วยกาบหุ้มรูปสามเหลี่ยม 1 แผ่น มีกลีบดอก 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 6 อัน รวมกันอยู่เป็นท่อตรงกลางดอก อับเกสรตัวผู้มี 2 พู ละอองเกสรจะหลุดจากช่อดอกทั้งหมดภายในเวลา 3 วัน ถ้าอากาศชื้นจะใช้เวลามากขึ้น ละอองเกสรจะมีชีวิตอยู่ได้ 7 วัน แต่หลังจากวันที่ 4 ความมีชีวิตจะต่ำลง เมื่อดอกเจริญเต็มที่ช่อดอกย่อยตัวผู้มีขนาดยาว 10 - 20 ซม.หนา 0.8 - 1.5 เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ต้นปาล์มน้ำมันที่โตเต็มที่ช่อดอกตัวผู้ 1 ดอกให้ละอองเกสรมีน้ำหนักประมาณ 30 - 50 กรัม
          5. ทะลาย ทะลายปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย ก้านทะลาย ช่อทะลายย่อย และผล ในแต่ละทะลายมีปริมาณผล 45 -70 เปอร์เซ็นต์ ทะลายปาล์มน้ำมันเมื่อสุกแก่เต็มที่ มีน้ำหนักประมาณ 1 - 60 กิโลกรัม แปรไปตามอายุของปาล์มน้ำมัน และปัจจัยสิ่งแวดล้อมแบบการปลูกเป็นการค้าต้องการทะลายที่มีน้ำหนัก 10 - 25 กก. จำนวนทะลายต่อต้นก็มีความแตกต่างเช่นกัน โดยมีสหสัมพันธ์ทางลบกับน้ำหนักทะลาย
          6. ผล ผลปาล์มน้ำมันไม่มีก้านผล (sessile drup) รูปร่างมีหลายแบบ ตั้งแต่รูปเรียวแหลมจนถึงรูปไข่หรือรูปยาวรี ความยาวผลอยู่ระหว่าง 2 - 5 เซนติเมตร น้ำหนักผลมีตั้งแต่ 3 กรัม จนถึงประมาณ 30 กรัม ประกอบด้วยผิวเปลือกนอก (exocarp) ชั้นเปลือกนอก (mesocarp) เป็นเนื้อเยื่อเส้นใย สีส้มแดงเมื่อสุกและมีน้ำมันอยู่ในชั้นนี้ ปาล์มน้ำมันที่ปลูกเป็นการค้าโดยทั่วไปพบว่ามีสีผลที่ผิวเปลือกนอก 3 ลักษณะ คือ เมื่อผลดิบเป็นสีเขียว จะเปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อสุก (light reddish-orange) เรียกลักษณะนี้ว่า virescens โดยทั่วไปพบน้อยกว่าแบบที่ 2 เรียกว่า nigrescens ผลดิบมีสีดำ ปลายผลมีสีงาช้างจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุกแล้ว (deep reddish-orange) แบบที่ 3 เรียกว่า albescens มีสีผิวเปลือกเมื่อสุกเป็นสีเหลืองซีด โดยทั่วไปพบน้อยมาก ผลปาล์มน้ำมัน Elaeis guineensis Jacq. อาจปรากฏว่าต้นปาล์มน้ำมันที่มีลักษณะของผลแตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลจากยีนควบคุมความหนาของกะลา 1 คู่ (single gene) จำแนกลักษณะผล (fruit type) ได้ 3 แบบ ดังนี้
          1. ดูรา (Dura) มีกะลาหนา 2 - 8 มิลลิเมตร และไม่มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกบาง 35 - 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล มียีนควบคุมเป็นลักษณะเด่น (dominent) Sh+Sh+
          2. เทเนอรา (Tenera) มีกะลาบาง ตั้งแต่ 0.5 - 4 มิลลิเมตร มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกมาก 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล ลักษณะเทเนอรา(Sh+Sh-) เป็นพันธุ์ ทาง (heterozygous) เกิดจากการผสมข้ามระหว่างลักษณะดูรากับพิสิเฟอรา 
          3. พิสิเฟอรา (Pisifera) ยีนควบคุมลักษณะผลแบบนี้เป็นลักษณะด้อย (recessive, Sh-Sh-) ลักษณะผลไม่มีกะลาหรือมีกะลาบาง มีข้อเสีย คือ ช่อดอกตัวเมียมัก
เป็นหมัน (abortion) ทำให้ผลฝ่อลีบ ทะลายเล็ก เนื่องจากผลไม่พัฒนา ผลผลิตทะลายต่ำมาก ไม่ใช้ปลูกเป็นการค้าการที่มีต้นพิสิเฟอราปรากฏในสวนปาล์มน้ำมันลูกผสม
เทเนอราที่ปลูกเป็นการค้า เป็นตัวบ่งชี้ว่าเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันนั้น มาจากแหล่งผลิตที่มีการผลิตลูกผสมที่ไม่ได้มาตรฐานช่อดอกตัวเมียมี 2 ลักษณะ คือ female fertile และ female infertile มักพบว่าต้นพิสิเฟอราที่มีการพัฒนาของผลมาจากช่อดอกแบบ female infertile จะมีทะลายฝ่อและลำต้นใหญ่มาก ส่วนลักษณะ female fertile
พบว่าอาจมีเนื้อในขนาดเล็กปรากฏในบางผล เปรียบเทียบลักษณะผลของปาล์มน้ำมัน

แบบ
ความหนาของกะลา (มม.)
เส้นใยสีน้ำตาลรอบกะลา
เปลือกนอก/ผล (%)
ดูรา
2 - 8
ไม่มี
35 - 60
เทเนอรา
3 (0.5 - 4)
มี
60 - 90
พิสิเฟอรา
บางมากหรือไม่มี
เส้นใยหุ้มรอบกะลาหรือเนื้อในเมล็ด
>90

การผสมข้ามระหว่างต้นปาล์มน้ำมันที่มีผลแบบต่างๆ จะเกิดการกระจายตัวในรุ่นลูก ดังนี้

คู่ผสม
-
ประชากรที่ได้ในรุ่นลูก F1
-
-
DURA (Sh + Sh +)
TENERA (Sh + Sh -)
PISIFERA (Sh – Sh-)
DURA x PISIFERA
-
100 %
-
TENERA x PISIFERA
-
50 %
50 %
DURA x TENERA
50 %
50 %
-
TENERA x TENERA
25 %
50 %
25 %

ภาพที่ 1 : องค์ประกอบของผลปาล์มน้ำมันแบบต่างๆ และการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของผลปาล์มน้ำมันระหว่างดูรา x พิสิเฟอรา

ภาพที่ 2 : การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของผลปาล์มน้ำมัน ระหว่าง เทเนอรา x เทเนอรา

        7. เมล็ด เมล็ดของปาล์มน้ำมันมีลักษณะแข็ง ประกอบด้วย กะลา (endocarp) และเนื้อใน ซึ่งเจริญมาจากไข่ 1 - 3 อัน บางครั้งพบ 4 อัน ขนาดของเมล็ดขึ้นอยู่กับความหนาของกะลาและขนาดของเนื้อใน บนกะลาจะมีช่องสำหรับงอก (germ pore) 3 ช่อง ในกะลานั้นประกอบด้วยอาหารต้นอ่อน (endosperm) หรือเนื้อใน สีขาวอมเทาซึ่งมีน้ำมันสะสมอยู่ และมีเยื่อ (testa) สีน้ำตาลแก่หุ้มอยู่ โดยมีเส้นใยรองรับระหว่างเยื่อหุ้มกับกะลาอีกชั้นหนึ่งภายในเนื้อในตรงกันข้ามกับช่องสำหรับงอกมีต้นอ่อนฝังตัวอยู่มีลักษณะตรง ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตรโดยปกติเมล็ดปาล์มน้ำมันมีการพักตัวซึ่งสามารถทำลายการพักตัวโดยการอบด้วยความร้อนเมล็ดจะงอกเมื่อได้รับการกระตุ้นโดยอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม ขบวนการงอกจะเกิดในระยะเวลา 3-4 วัน แต่ละเมล็ดจะใช้เวลาในการงอกแตกต่างกัน ต้นอ่อนในเมล็ดเริ่มมีการเจริญเติบโตนั้น ยอดของใบเลี้ยงจะขยายใหญ่ขึ้นมีสีเหลือง เรียกว่า จาว (haustorium) และยังคงฝังตัวอยู่ในเนื้อใน ทำหน้าที่ดูดอาหารมาเลี้ยงต้นอ่อน จาวจะผลิตเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารต้นอ่อนให้เป็นของเหลวไปเลี้ยงต้นอ่อนเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน จนกระทั่งต้นอ่อนสามารถสังเคราะห์แสงเองได้

ประวัติและลักษณะกลุ่มพันธุ์ปาล์มน้ำมัน

เชื้อพันธุ์แม่
          DELI DURA เป็น DURA ที่ใช้เป็นแม่พันธุ์แพร่หลายมากที่สุดแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นพันธุ์ที่แหล่งปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันเกือบทุกแห่งทั่วโลกคัดเลือกเป็นต้นแม่ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ แหล่งพันธุ์นี้ มีประวัติว่าได้นำมาจากแอฟริกาเมื่อปี 1848 ปลูกที่สวนพฤกษศาสตร์ที่เมือง DELI ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 4 ต้น หลังจากนั้นก็นำไปปลูกที่เกาะสุมาตรา ส่วนหนึ่งปลูกที่เมือง DELI จากการคัดเลือกได้ต้นที่มีลักษณะดี จึงเรียกชื่อว่า DELI DURA ตามชื่อเมืองในปี 1922 เมื่อนำมาปลูกเป็นการค้าในเกาะสุมาตราลักษณะสำคัญ คือให้ผลผลิต ทะลายสดสูงและสม่ำเสมอ ผลผลิตน้ำมันสูง ดังนั้น เชื้อสาย DELI DURA จึงถูกนำไปปลูกในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกแม้กระทั่งแอฟริกาถิ่นดั้งเดิม ในประเทศมาเลเซีย ก็ใช้ DELI DURA เป็นหลักในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งชื่อเรียกต่าง ๆ กันเช่น Serdang Dura, Ulu Remis, Johor Labis ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์ทุกแห่งที่ใช้ DELI DURA เป็นต้นแม่จะมีบรรพบุรุษมาจากต้นปาล์มเพียง 4 ต้นเท่านั้นเอง และปัจจุบัน ต้นปาล์มทั้ง 4 ต้นตายหมดแล้ว

ต้นแม่พันธุ์ Deli Dura ที่สวนพฤกษศาสตร์ โบกอร์

          DUMPY DURA เป็นปาล์มน้ำมันที่มีลักษณะต้นเตี้ย ลำต้นและทะลายใหญ่ การติดผลสูง ใช้เป็นแม่พันธุ์ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ในอินโดนีเซีย มีประวัติพันธุ์ว่าได้คัดเลือกต้นมาจากกลุ่มพันธุ์ DELI DURA
          AFRICAN DURA เป็นพันธุ์แม่ดูราที่มีถิ่นกำเนิดในแถบทวีปแอฟริกา และศูนย์วิจัยต่าง ๆ ในประเทศแถบแอฟริกานิยมใช้เป็นแม่พันธุ์ในการปรับปรุงพันธุ์ แต่แม่พันธุ์ชนิดนี้มีข้อด้อย คือ ลำต้นสูงเร็ว และขนาดทะลายเล็ก

เชื้อพันธุ์พ่อ
        AVROS เป็นพันธุ์ที่ใช้เป็นพันธุ์พ่อ โดยสถาบัน AVROS ประเทศอินโดนีเซียได้รับมาจากสวนพฤกษศาสตร์ EALA ประเทศแซร์ คัดเลือกได้สายพันธุ์ที่ดีเด่นเรียกว่า SP540 ที่มีลักษณะดี ซึ่งใช้เป็นพ่อพันธุ์ในการปรับปรุงพันธุ์ และผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม Deli x AVROS แพร่หลายที่สุด ในปี 1935 สถาบันAVROSได้สร้างคู่ผสม Deli Durax SP 540 ซึ่งพบว่าให้ผลดีกว่า Deli Dura ที่ปลูกเป็นการค้าในขณะนั้น และลูกผสมนี้ก็ยังคงลักษณะให้ผลผลิตได้ดี มีความสม่ำเสมอ ใช้ปลูกในทวีปเอเซียและอเมริกา ลูกผสม Deli x AVROS มีลักษณะสูงเร็ว กะลาบาง ผลเป็นรูปไข่ ผลให้ผลิตน้ำมันสูง และมีลักษณะต่าง ๆ ค่อนข้างสม่ำเสมอ

ปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ AVROS ที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี


          YANGAMBI เป็นพันธุ์พ่อที่มีพันธุกรรมใกล้ชิดกับ AVROS มีถิ่นกำเนิดในประเทศแซร์ ทวีปแอฟริกา ดังนั้นลักษณะลูกผสมที่มีพันธุ์พ่อกลุ่ม Yangambi จะมีลักษณะคล้ายลูกผสมที่มีพันธุ์พ่อจากกลุ่มพันธุ์ AVROS

ปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ Yangambi ที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี


          La Me มีการปรับปรุงพันธุ์ที่เมือง LA ME ประเทศไอวอรีโคสต์ ลักษณะของลูกผสมที่มีพ่อพันธุ์เป็นกลุ่ม LAME จะมีต้นเตี้ย ผลเล็ก มีลักษณะเป็นรูปหยดน้ำ ทะลายมีขนาดเล็ก กะลาหนากว่าลูกผสมอื่น ๆ ขนาดเมล็ดในเล็กแต่เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ลักษณะเด่น คือ ก้านทะลายยาว ทำให้การเก็บเกี่ยวง่าย สถาบัน CIRAD (IRHO) ประเทศไอวอรีโคสต์ผลิตลูกผสม Deli x La Me จำหน่าย

ปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ La Me ที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี

          EKONA เป็นพันธุ์ที่มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ในประเทศแคเมอรูน มีบางสายพันธุ์ต้านทานต่อโรค vascular wilt ลักษณะต้นเตี้ย และให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่าพันธุ์จากกลุ่มอื่น ๆ แต่ผลผลิตน้ำมันด้อยกว่าลูกผสม Deli x AVROS เล็กน้อย ปัจจุบันบริษัท ASD ประเทศคอสตาริก้าผลิตลูกผสม Deli x Ekona จำหน่าย ส่วนเชื้อพันธุ์ EKONA ที่มีประวัติว่าได้จากการรวบรวมเชื้อพันธุ์จากเมือง Bamenda ซึ่งเป็นเขตที่สูง อากาศหนาวเย็น ลักษณะของปาล์มน้ำมันพันธุ์นี้จึงมีการปรับตัวกับสภาพอุณหภูมิต่ำได้

ปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ Ekona ที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี


          Calabar พันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดเดิมจาก CALABAR ประเทศไนจีเรีย ทวีปแอฟริกา ลูกผสมที่ใช้ CALABAR เป็นพันธุ์พ่อ พบว่าเจริญเติบโตได้ดีในสภาพฝนตกชุก ความชื้นสูงและในสภาพที่แสงแดดน้อย (ต่ำกว่า 360 แคลอรี/เซนติเมตร/วัน) สีผลเป็นแบบ virescens (ผลดิบมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อสุก) ปัจจุบันบริษัท ASD ประเทศคอสตาริก้าได้ผลิตพันธุ์ลูกผสม Deli x Calabar จำหน่าย

ปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ Calabar ที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี

           Tanzania พันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดเดิมจากประเทศแทนซาเนีย และเชื้อพันธุ์นี้ที่ประเทศไทยได้รับมาจากเมือง Kigoma ลักษณะเด่นที่ปรากฏ คือ กะลาบาง ปัจจุบันบริษัท ASD ประเทศคอสตาริก้า ได้ผลิตพันธุ์ลูกผสม Deli x Tanzania จำหน่ายเช่นกัน

ปาล์มน้ำมันสายพันธุ์ Tanzania ที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี

พันธุกรรมของปาล์มน้ำมัน
ปาล์มน้ำมัน Elaeis guineensis Jacq. มีการจำแนกต้นตามความแตกต่างของลักษณะผล (fruit type) เป็นผลเนื่องจากการแสดงออกของยีนควบคุมความหนาของกะลา ซึ่งมี 1 คู่ (single gene) ได้ 3 แบบ ดังนี้
        1. ลักษณะดูรา (Dura) มีกะลาหนา 2 - 8 มิลลิเมตร และไม่มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกบาง 35 - 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล มียีนควบคุมเป็นลักษณะเด่น (dominent) Sh+Sh+
        2. ลักษณะเทเนอรา (Tenera) มีกะลาบาง ตั้งแต่ 0.5 - 4 มิลลิเมตร มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกมาก 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล ลักษณะเทเนอรา (Sh+Sh-) เป็น heterozygous เกิดจากการผสมข้ามระหว่างลักษณะดูรากับพิสิเฟอรา
        3. ลักษณะพิสิเฟอรา (Pisifera) ยีนควบคุมลักษณะผลแบบนี้เป็นลักษณะด้อย (recessive, Sh-Sh-) ลักษณะผลไม่มีกะลาหรือมีกะลาบาง มีข้อเสีย คือ ช่อดอกตัวเมียมักเป็นหมัน (abortion) ทำให้ผลฝ่อลีบ ทะลายเล็กเนื่องจากผลไม่พัฒนา ผลผลิตต่ำมาก ไม่ใช้ปลูกเป็นการค้าการที่มีต้นพิสิเฟอราปรากฏในสวนปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอราที่ปลูกเป็นการค้า เป็นตัวบ่งชี้ว่าเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันนั้น มาจากแหล่งผลิตที่มีการผลิตลูกผสมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจพบต้นพิสิเฟอรามีช่อดอกตัวเมีย 2 แบบ คือ female fertile และ female infertile โดยต้นฟิสิเฟอราที่มีการพัฒนาของผลมาจากช่อดอกแบบ female infertile จะมีทะลายฝ่อและลำต้นใหญ่มาก ส่วนลักษณะ female fertile พบว่าอาจมีเนื้อในขนาดเล็กปรากฏในบางผล

ลักษณะ ดูรา เทเนอรา และฟิสิเฟอรา

ปาล์มน้ำมัน ฟิสิเฟอรา ลักษณะทะลายมีผลฝ่อ ผลผลิตต่ำ

การผสมข้ามระหว่างปาล์มน้ำมันแบบต่างๆ จะเกิดการกระจายตัวในรุ่นลูก ดังนี้

คู่ผสม
ประชากรที่ได้ในรุ่นลูก F1
DURA
(Sh + Sh +)
TENERA
(Sh + Sh -)
PISIFERA
(Sh – Sh-)
DURA x PISIFERA
-
100%
-
TENERA x PISIFERA
-
50%
50%
DURA x TENERA
50%
50%
-
TENERA x TENERA
25%
50%
25%

องค์ประกอบของผลปาล์มน้ำมันและการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของผลปาล์มน้ำมันระหว่างดูรา x พิสิเฟอรา

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของผลปาล์มน้ำมันระหว่าง เทเนอรา x เทเนอรา

การเก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์ตัวอย่างดิน

การเก็บตัวอย่างดิน เพื่อการวิเคราะห์คุณสมบัติของดินทั้งกายภาพและเคมีเป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปใช้ประเมินสภาพของดินและองค์ประกอบต่าง ๆ ทางเคมีที่มีอยู่ในดิน เพื่อประกอบการจัดการดิน การวางแผนปรับปรุงดิน ตลอดจนการกำหนดชนิดและวิธีการใส่ปุ๋ย

การวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน ทำได้ใน 2 ลักษณะคือ
        1. การวิเคราะห์ทางกายภาพ (Physical property) เช่น ส่วนประกอบของดิน (sand silt clay) ความลึกของดิน ความลาดเท การระบายน้ำ เป็นต้น ในทางปฏิบัติการแก้ไขคุณสมบัติทางกายภาพของดินเป็นเรื่องยาก ใช้้ต้นทุนสูง มักไม่ค่อยมีการปฏิบัติข้อมูลที่ได้จึงมักใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้นสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมัน
        2. การวิเคราะห์ทางเคมีของดิน (Chemical property) ปกติในพื้นที่ที่ปลูกปาล์มน้ำมันโดยทั่วไป จะทำการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีของดินคือ ความเป็นกรด - ด่าง (pH)
ความต้องการปูน (Lime requirement) อินทรียวัตถุ (Organic matter ) ความสามารถในการนำไฟฟ้า ( Electrical conductivity ) ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ( Available phosphorus ; P2O5 ) โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และ (Cation Exchange Capacity ; CEC) เพื่อช่วยในการตัดสินใจ สำหรับการปฏิบัติต่าง ๆ ในสวนปาล์มน้ำมัน และความต้องการปุ๋ยเคมีในสวนปาล์มน้ำมัน

การเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี
        1. จุดที่ทำการเก็บตัวอย่างดินควรให้ใกล้เคียงกับต้นเก็บตัวอย่างใบ
        2. ในแต่ละจุดที่ทำการเก็บตัวอย่างดิน ควรเก็บที่ระดับความลึก 0 - 20 ซม. และ 20 - 40 ซม. จากทั้ง 2 ตำแหน่งคือ บริเวณที่เคยใส่ปุ๋ยเคมี และบริเวณใต้กองทางใบ ดินทั้ง 2 ตำแหน่งนี้ต้องแยกวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบปริมาณธาตุอาหารในแต่ละจุด
        3. ตัวอย่างดินที่เก็บมาทั้ง 2 ตำแหน่ง ตำแหน่งละ 2 ชุด รวม 4 ชุด แต่ละชุดให้นำมารวมกันคลุกเคล้าให้ทั่วถึง แล้วแบ่งตัวอย่างดินที่ คลุกเคล้าแล้วออกเป็น 2 ถุง ๆ ละ ประมาณ 200 - 500 กรัม ตัวอย่างหนึ่งส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งเก็บไว้ในที่เย็นและแห้ง สำรองไว้ในกรณีที่ตัวอย่างแรกมีปัญหาในการวิเคราะห์
        4. ตัวอย่างดินควรเก็บในถุงที่ปิดสนิท และบันทึกรายละเอียดสถานที่ วัน เวลา ให้ชัดเจน ส่งห้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด
        5. ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติดินที่ได้นั้น เป็นเพียงเครื่องมือชี้นำในการจัดการเท่านั้น ควรทำการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ดินควบคู่ไปกับผลการวิเครา่ะห์ใบปาล์มน้ำมันด้วย โดยทั่วไปควรทำการวิเคราะห์ดินทุก ๆ 3 - 5 ปี ยกเว้นกรณีดินที่มีปัญหา เช่น ดินพรุ
        6. ไม่ควรเก็บตัวอย่างดินในช่วงแล้งจัด หรือดินมีความชื้อสูงมาก การเก็บตัวอย่างดินควรเก็บในช่วงเวลาเดียวกันในแต่ละปี ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝน ก่อนการใส่ปุ๋ยครั้งแรก และควรเก็บตัวอย่างดินหลังการใส่ปุ๋ยครั้งสุดท้ายประมาณ 3 เดือน

การประเมินคุณสมบัติของดินจากผลการวิเคราะห์ทางเคมี

ตารางที่ 10 การประเมินคุณสมบัติทางเคมีของดินเบื้องต้น

สมบัติทางเคมี
ระดับความเหมาะสมที่ใช้ในการประเมิน
ต่ำกว่า
ต่ำ
ปานกลาง
สูง
pH
<3.5
4.0
4.2
5.5
อินทรียวัตถุ (%)
<0.8
1.2
1.5
2.5
Tatal N (%)
<0.08
0.12
0.15
0.25
ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (ppm)
<8.0
15.0
20.0
25.0
ฟอสฟอรัสทั้งหมด (ppm)
<120
200
250
400
โปแตสเซียม (ppm)
<32.0
80.0
100.0
120.0
โปแตสเซียม (cmol/kg)
<0.08
0.20
0.25
0.30
แมกนีเซียม (ppm)
<20.0
50.0
75.0
100
แมกนีเซียม (cmol/kg)
0.80
0.20
0.25
0.30
ทองแดงที่เป็นประโยชน์ (ppm)
<4.0
<5.0
5.0
>6.0
C.E.C (meq/100กรัม)
<6.0
12.0
15.0
18.0

หมายเหตุ
"Ca/Mg มากกว่า 6 แสดงว่าขาดแมกนีเซียม ถ้าน้อยกว่า 4 ไม่ต้องใส่แมกนีเซียมเพิ่มเติม" mg/kg = ppm และ cmol/kg = meq/100g

สำหรับความต้องการปูน (Lime requirement) หมายถึงในพื้นที่ที่ต้องการปลูกพืช แต่สภาพของดินเป็นกรด (pH ต่ำ) ไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืชจำเป็นต้องปรับ pH ของดิน
ให้สูงขึ้น โดยการใช้ปูนชนิดต่าง ๆ ในที่นี้การวิเคราะห์ความต้องการปูนเป็นปริมาณ CaO (ปูนสุก) กก./ไร่ เพื่อจะปรับ pH ของดินให้อยู่ในระดับ 7 สำหรับชนิดของปูนที่ใช้ในการปรับปรุงดินมีหลายชนิด เช่น ปูนสุกหรือ ปูนขาวเผา (CaO), หินปูนบดละเอียด (CaCO3), โดโลไมท์ (MgCa(CO3)2), ปูนขาวจากเปลือกหอยเผา (Ca(OH)2) ซึ่งแต่ละชนิดสามารถปรับ pH ของดินได้ต่างกัน การเลือกใช้ชนิดของปูนจึงขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย และความสะดวกในการขนส่งเป็นหลักอย่างไรก็ตามในแหล่งที่มีปูนโดโลไมท์ แนะนำให้ใช้ปูนชนิดนี้ เพราะนอกจากจะปรับสภาพของดินแล้ว ยังสามารถให้ปุ๋ยแมกนีเซียมอีกด้วย การเปลี่ยนจากปูนสุก หรือ ปูนขาวเผา (CaO) เป็นปูนโดโลไมท์ (MgCa(CO3)2) คูณด้วย 1.64 (โดยน้ำหนัก)

การเก็บตัวอย่างใบปาล์มน้ำมัน

เครื่องมือ
1. เสีึยมหรือเคียวสำหรับตัดทางใบ
2. กรรไกรตัดแต่งสำหรับตัดใบย่อย

อุปกรณ์
1. ถุงสำหรับใส่ตัวอย่างใบและป้ายชื่อ
2. ปากกาสีสังเคราะห์แบบถาวร (marker pen)
3. น้ำกลั่น
4. ผ้าสะอาด

เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างใบ

ขั้นตอน
           1. เก็บตัวอย่างใบปาล์มน้ำมันจากทางใบที่ 17 และเก็บจากต้นที่กำหนดไว้ในการเก็บตัวอย่างใบ เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
           2. ให้เก็บตัวอย่างปาล์มน้ำมัน ในแต่ละแปลงย่อยของสวนอย่างน้อยประมาณ 1%
           3. ทำการบันทึกต้นที่ผิดปกติ หรือต้นแสดงอาการขาดธาตุ N, P, K, Mg, B และ Cu 
           4. เก็บตัวอย่างในตำแหน่งทางใบที่ 17 โดยให้นับจากใบแรกที่เปิดเต็มที่แล้ว ที่บริเวณยอดของปาล์มน้ำมัน (ทางที่ 1) แล้วนับลงมา 2 รอบ (รอบของปาล์มน้ำมัน คือ 8 ทาง/รอบ) ตัดทางใบรอบที่ 3 ในแนวใกล้เคียงกับทางที่ 1
           5. ตัดใบย่อยบริเวณตรงกลางทาง จำนวน 3 - 6 ใบย่อยของแต่ละด้าน
           6. ใบย่อยทั้งหมด ให้ตัดส่วนปลายทั้งสองข้างออก ให้เหลือตรงกลาง 20 - 30 เซนติเมตร
           7. นำใบย่อยทั้งหมดที่ทำการเก็บตัวอย่างจากแต่ละแปลงย่อย ใส่รวมกันในถุงพลาสติกที่เขียนป้ายบอกแปลงเรียบร้อยแล้ว
           8. ใบย่อยทั้งหมดที่ตัดแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำ โดยต้องระวังไม่ให้แต่ละตัวอย่างปนกัน
           9. เอาก้านทางใบ และขอบใบออก ส่วนแผ่นใบที่เหลือให้รีบนำส่งห้องปฏิบัติการโดยเร็ว ข้อควรระวัง ให้เก็บไว้้ในที่ร่ม แห้ง และเย็น

เวลา
            1. ให้ทำในเวลาเดียวกันของแต่ละปี ปีละครั้ง โดยหลีกเลี่ยงช่วงฝนตกหนักหรือแล้งจัด
            2. การเก็บตัวอย่างใบในแต่ละครั้ง ควรเก็บหลังจากใส่ปุ๋ยครั้งสุดท้ายอย่างน้อย 3 เดือน จะไม่ทำให้ผลของปุ๋ยเหล่านั้นกระทบต่อผลการวิเคราะห์

การบันทึก
             1. วันที่ทำการเก็บตัวอย่าง
             2. จำนวนต้นที่ทำการเก็บตัวอย่าง
             3. อาการผิดปกติที่พบเห็นในระหว่างการเก็บตัวอย่าง

ลักษณะการเวียนของทางใบปาล์มน้ำมัน
ตำแหน่งทางใบที่ 1, 9, 17 และ 25
ขั้นตอนการทำตัวอย่างใบก่อนนำไปอบ
ขั้นตอนใบปาล์มน้ำมันก่อนและหลังการอบ และการบดละเอียด

การจัดการสวนปาล์มน้ำมัน

1. การเลือกพื้นที่
        • ควรเลือกพื้นที่ที่ดินมีชั้นหน้าดินลึก ความอุดมสมบูรณ์สูงถึงปานกลาง
        • ควรมีลักษณะดินร่วน ดินร่วนปนดินเหนียว ดินเหนียว เนื้อดินไม่ควรเป็นทรายจัด ไม่มีชั้นลูกรัง หรือชั้นดินดานสูงมากกว่า 0.50 เมตร
        • มีการระบายน้ำดีถึงปานกลาง น้ำไม่แช่ขังนาน มีระดับน้ำใต้ดินตื้น ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่ี่เหมาะสม 4 - 6
        • ความลาดเอียง 1 - 12 % แต่ไม่ควรเกิน 23 % 
        • ควรอยู่ในเขตที่มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,800 มม./ปี แต่ละเดือนควรมีฝนเฉลี่ยประมาณ 120 มม./เดือน ฝนทิ้งช่วงติดต่อกันนานไม่เกิน 3 เดือน เพราะช่วงแล้งที่ยาวนานทำให้ดอกตัวเมียลดลง ดอกตัวผู้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในเวลา 19 - 22 เดือนหลังจากนั้น
        • มีแหล่งน้ำเพียงพอสำรองไว้ใช้ ถ้ามีการขาดน้ำมากกว่า 300 มม.ต่อปีหรือช่วงแล้งติดต่อมากกว่า 4 เดือน
        • พื้นที่ที่มีสภาพไม่เหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ สภาพพรุ ดินค่อนข้างเค็ม พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังนาน ฯลฯ ต้องมีการจัดการแก้ไขตามสภาพปัญหาของพื้นที่นั้นๆ
        • เป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดประมาณ 2,000 ชั่วโมง/ปี หรือไม่ควรต่ำกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน
         • อุณหภูมิ 22 - 32 องศาเซลเซียส
        • ไม่อับลมและไม่มีลมพัดแรง

2. การเตรียมพื้นที่

        • โค่นล้ม กำจัดซากต้นไม้และวัชพืชออกจากแปลง ไถพรวนปรับพื้นที่ให้เรียบ ในกรณีที่โค่นล้มปาล์มเก่าเพื่อปลูกใหม่ทดแทน ควรใช้วิธีสับต้นปาล์มและกองให้ย่อยสลายในแปลง ไม่ควรกองซากต้นปาล์มสูงเกินไป เพราะจะเป็นที่วางไข่ของด้วงแรด
        • ทำถนนในแปลง เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งผลผลิตและปฏิบัติงานการดูแลรักษาสวน และเก็บเกี่ยวปาล์มการวางผังทำถนนขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและขนาดของสวนปาล์มน้ำมัน

โดยทั่วไปรูปแบบของถนน มี 3 แบบคือ
           - ถนนใหญ่ กว้างประมาณ 6 - 8 เมตร ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งวัสดุการเกษตร และผลผลิตไปโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม (สำหรับสวนปาล์มขนาดเล็กกว่า 500 ไร่ ไม่จำเป็นต้องสร้างถนนใหญ่)
           - ถนนย่อยหรือถนนเข้าแปลง เป็นถนนที่สร้างแยกจากถนนใหญ่ มีความกว้างประมาณ 4 - 6 เมตร ระยะห่างถนนประมาณ 500 เมตร เพื่อใช้สำหรับขนส่งวัสดุการเกษตรเข้าสวนปาล์ม และขนส่งผลผลิต
           - ถนนซอย เป็นถนนขนาดเล็กแยกจากถนนย่อยเข้าไปในแปลงปลูกปาล์ม ความกว้างขนาด 3 - 4 เมตร มีระยะห่างประมาณ 50 เมตร สำหรับขนส่งวัสดุการเกษตร และผลผลิตสู่ถนนย่อย

        • ทำทางระบายน้ำ การทำระบบระบายน้ำควรทำตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และควรออกแบบให้เชื่อมโยงกับระบบการขนส่งเพื่อให้มีการสร้างสะพานน้อยที่สุด ในสวนปาล์มประกอบด้วยทางระบายน้ำ 3 ประเภท คือ
          - ทางระบายน้ำระหว่างแถวปาล์ม ควรสร้างขนานกับทางระบายน้ำหลักและตั้งฉากกับทางระบายน้ำระหว่างแปลง ขนาดของทางระบายน้ำระหว่างแถวปา กร่องกว้าง 1.20 เมตร ท้องทางระบายน้ำกว้าง 0.30 - 0.50 เมตร และลึก 1 เมตร การทำทางระบายน้ำระหว่างแถวปาล์มขึ้นอยู่กับชนิดของดินในแต่ละแปลง ถ้าเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง ควรขุดระบายน้ำทุก ๆ 2 - 4 แถวปาล์ม ถ้าเป็นที่ราบลุ่มควรมีการระบายน้ำที่ดี ควรทำทางระบายน้ำทุก ๆ 6 แถว ถ้าที่ดอนใช้ระยะ 100 เมตร
           - ทางระบายน้ำระหว่างแปลง ควรสร้างขนานกับถนนเข้าแปลง มีระยะห่างกันประมาณ 200 - 400 เมตร ทางระบายน้ำนี้จะตั้งฉากและเชื่อมโยงกับทางระบายน้ำหลักมีขนาดของคูกว้าง 2.00 – 2.50 เมตร ลึก 1.20 – 1.80 เมตร ท้องคูกว้าง 0.60 - 1.00 เมตร
           - ทางระบายน้ำหลัก เป็นทางระบายน้ำขนาดใหญ่สามารถรับน้ำจากทางระบายน้ำระหว่างแปลงได้ แล้วไหลลงสู่ทางน้ำธรรมชาติต่อไป ส่วนมากร่องน้ำขนาดใหญ่นี้จะสร้างขนานกับถนนใหญ่ หรือตามความจำเป็นในการระบายน้ำ มีขนาดปากร่อง 3.50 - 5.00 เมตร ท้องร่องกว้าง 1.00 เมตร และลึกประมาณ 2.50 เมตร โดยปกติด้านข้างของทางระบายน้ำจะมีมุมลาดชันประมาณ 50 - 60 องศา จากแนวขนานของทางระบายน้ำ
        • วางแนวปลูก ทำหลังจากสร้างถนนและทางระบายน้ำ ระบบการปลูกใช้สามเหลี่ยมด้านเท่า ให้แถวปลูกหลักอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ระยะปลูก 9 เมตร x 9 เมตร x 9 เมตร เพื่อให้ต้นปาล์มทุกต้นได้รับแสงแดดมากที่สุดและสม่ำเสมอ
        • ปลูกพืชคลุมดิน ปลูกในช่วงเตรียมพื้นที่เนื่องจากการปลูกปาล์มน้ำมันใช้ระยะปลูก 9 x 9 x 9 เมตร แบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ซึ่งทำให้มีพื้นที่ว่างระหว่างแถวมากในช่วงตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งปาล์มอายุ 3 ปี ดังนั้นจึงควรปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินเพื่อช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน รักษาความชุ่มชื้นของดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินจากการตรึงไนโตรเจนจากอากาศของพืชตระกูลถั่ว อีกทั้งยังควบคุมวัชพืชในแปลงด้วย เนื่องจากพืชตระกูลถั่วบางชนิดปลูกคลุมดินครั้งเดียวอย่างถูกวิธีสามารถป้องกันกำจัดวัชพืชได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปาล์มน้ำมันให้ผลผลิต แต่มีข้อควรพิจารณาคือ ควรเป็นพืชที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเขตนั้น เช่น ถั่วพร้า ก็จะเป็นพืชตระกูลถั่วที่เหมาะสมกับภาคอีสาน สำหรับภาคใต้พืชคลุมดินตระกูลถั่วที่นิยมปลูกกัน
ทั่วไปในสวนปาล์มน้ำมันและได้ผลดี คือถั่วเพอราเรีย (Puraria phaseoloides) ถั่วเซ็นโตซีมา (Centrosema pubescence) ถั่วคาโลโปโกเนียม (Calopogonium mucunoides) ใช้อัตราเมล็ด 0.8-2.0 กิโลกรัมต่อไร่โดยมีอัตราส่วนของเมล็ดพืชคลุม 3 ชนิดคือคาโลโปโกเนียม : เพอราเรีย : เซ็นโตซีมา เท่ากับ 2:2:3 (เมล็ดมีความงอก 60-80% เมล็ดถั่วทั้ง 3 ชนิดนี้หาชื้อได้ตามร้านค้าชุมชนในพื้นที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมัน การปลูกพืชคลุมตระกูลถั่วในภาคใต้ ทำได้โดยใช้เมล็ด การปลูกพืชคลุมโดยใช้เมล็ดมี 2 วิธี วิธีแรกปลูกพืชคลุมพร้อมปลูกต้นปาล์มน้ำมัน โดยหลังปลูกปาล์มน้ำมันให้ปลูกตามด้วยพืชคลุมทันที โดยปลูกพืชคลุมหว่านหรือหยอดเมล็ดในระหว่างแถวปาล์มน้ำมัน 5 แถว แต่ละแถวห่าง 1 เมตร ขนานไปกับแถวปาล์ม ห่างจากโคนต้นปาล์ม 2 เมตร และปลูกเพิ่มในแถวปาล์มอีก 3 ในแนวตั้งฉาก นำเมล็ดพืชคลุมที่เตรียมไว้ลงปลูก โดยการเปิดร่องลึก 1.2 นิ้ว โรยเมล็ดในร่องให้กระจายอย่างสม่ำเสมอแล้วกลบ การปลูกด้วยเมล็ดอีกวิธีคือ ปลูกพืชคลุมก่อนปลูกปาล์มน้ำมัน หลังวางแนวปลูกปาล์ม และควรทำในต้นฤดูฝน ให้แนวปลูกพืชคลุมเหมือนกรรมวิธีแรก เมื่อพืชคลุมคลุมพื้นที่ได้ 50 - 60 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2 - 3 เดือนหลังปลูกพืชคลุม จึงเอาต้นปาล์มน้ำมันลงปลูก ก่อนปลูกถากพืชคลุมบริเวณหลุมให้เป็นวงกว้างประมาณ 1 - 2 เมตร

ข้อควรระวังในการปลูกพืชคลุมดินคือ

ต้องไม่ให้เถาของพืชคลุมพันต้นปาล์มน้ำมัน และควรมีการป้องกันกำจัดหนูที่จะมากัดโคนต้นปาล์มน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ

การวิเคราะห์ดินก่อนปลูกปาล์ม

เป็นการวิเคราะห์คุณสมบัติของดินทั้งทางเคมีและทางกายภาพ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประเมินสภาพและองค์ประกอบของดิน วางแผนปรับปรุงดิน จัดการดิน กำหนดชนิดและวิธีการใส่ปุ๋ย การวิเคราะห์คุณสมบัติของดินทางกายภาพ ได้แก่ ส่วนประกอบของดิน ความลึกของดิน ความลาดเท การระบายน้ำ การวิเคราะห์คุณสมบัติของดินทางเคมี ได้แก่ ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ความต้องการปูน อินทรีย์วัตถุ ความเค็มของดิน ฟอสฟอรัส โปแตสเชียม แคลเซียม แมกนีเซียม ส่วนในดินกรดจัดหรือดินพรุวิเคราะห์เพิ่มในธาตุ เหล็ก และทองแดง

3. การปลูกและดูแลรักษา

        • เตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่กว่าถุงต้นกล้าเล็กน้อย รูปตัวยู หรือทรงกระบอก ควรแยกดินบน - ล่างออกจากกัน รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยร็อกฟอสเฟต (0-3-0) อัตรา 250 - 500 กรัม/หลุม
        • ควรใช้ต้นกล้าที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป ซึ่งมีลักษณะต้นสมบูรณ์แข็งแรง ไม่แสดงอาการผิดปกติ และมีใบรูปขนนก จำนวนอย่างน้อย 2 ใบ
        • เวลาปลูก ควรปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่ควรปลูกช่วงปลายฤดูฝนต่อเนื่องฤดูแล้ง หรือหลังจากปลูกแล้วจะต้องมีฝนตกอีกอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน จึงจะเข้าฤดูแล้ง ข้อควรระวัง หลังจากปลูกไม่ควรเกิน10 วันจะต้องมีฝนตก
        • วิธีการปลูก ถอดถุงพลาสติกออกจากต้นกล้าปาล์มน้ำมัน อย่าให้ก้อนดินแตก จะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตวางต้นกล้าลงในหลุมปลูกใส่ดินชั้นบนลงก้นหลุมแล้วจึงใส่ดินชั้นล่างตามลงไป และจัดต้นกล้าให้ตั้งตรงแล้วจึงอัดดินให้แน่น เมื่อปลูกเสร็จแล้วโคนต้นกล้าจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันกับระดับดินเดิมของแปลงปลูก
        • ตอนปลูกควรใช้ตาข่ายหุ้มรอบโคนต้นเพื่อป้องกันหนู หลังจากปลูกเตรียมการป้องกันกำจัดหนูโดยวิธีผสมผสาน หากสำรวจแล้วพบว่ามีหนูเข้าทำลาย ควรวางเหยื่อพิษและกรงดัก
        • การปลูกซ่อม เมื่อพบต้นปาล์มที่ถูกทำลายโดยศัตรูพืช และต้นที่กระทบกระเทือนจาการขนส่งหรือการปฏิบัติอย่างรุนแรง ตลอดจนต้นผิดปกติจะต้องขุดทิ้งและปลูกซ่อม ควรปลูกซ่อมให้เร็วที่สุด ดังนั้นควรเตรียมต้นกล้าไว้สำหรับปลูกซ่อมประมาณร้อยละ 5 ของต้นกล้าที่ต้องการใช้ปลูกจริง โดยดูแลรักษาไว้ในถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 15 x 18 นิ้ว ต้นกล้าจะมีอายุระหว่าง 12 - 18 เดือน ทั้งนี้เพื่อให้ต้นกล้าที่นำไปปลูกซ่อมมีขนาดใกล้เคียงกับต้นกล้าในแปลงปลูกจริง หรือเตรียมโดยนำไปปลูกระหว่างต้นปาล์มในแถวนอกสุด เพื่อให้คงระยะปลูกภายในแปลงไว้ และสะดวกในการจัดการสวน การปลูกซ่อมแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ
     1. ปลูกซ่อมหลังจากปลูกในแปลงประมาณ 1 - 2 เดือน หรือไม่ควรเกิน 1 ปี อาจเกิดจากการกระทบกระเทือนตอนขนย้ายปลูก ได้รับความเสียหายจากศัตรูปาล์มน้ำมัน เช่น หนู เม่น หรือเกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้งหลังปลูกอย่างรุนแรง
     2. ปลูกซ่อมหลังจากการย้ายปลูก 1 ปีขึ้นไป เป็นการปลูกซ่อมต้นกล้าที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น ต้นมีลักษณะทรงสูง โตเร็วผิดปกติซึ่งเป็นลักษณะของต้นตัวผู้
        • หลังปลูก ถ้าพบด้วงกุหลาบเริ่มทำลายใบเป็นรูพรุนให้ฉีดพ่นด้วยเซฟวิน 85 % ในตอนเย็นทั้งใบและบริเวณโคนต้น

ด้วงกุหลาบ
ลักษณะการทำลาย

         • กำจัดวัชพืชรอบโคนต้นในช่วงอายุ 1 - 3 ปี ตามระยะเวลา เช่น ก่อนการใส่ปุ๋ย ถ้าใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชระวังอย่าให้สารเคมีสัมผัสต้นปาล์มน้ำมัน

   
รัศมีรอบโคนต้นปาล์มที่ต้องกำจัดวัชพืช
อายุปาล์ม (เดือน)
รัศมีรอบโคนต้น (เมตร)
0 - 6
0.50 – 0.75
6 - 12
0.75 – 1.00
12 - 24
0.75 - 1.25
24 - 30
1.25 – 2.25
มากกว่า 30
2.25 – 2.75

4. การใส่ปุ๋ย
        • ปาล์มน้ำมันอายุ 1 - 3 ปี เป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบอย่างรวดเร็ว การใส่ปุ๋ยในช่วงนี้เพื่อให้มีการเจริญเติบโตทั้งทางลำต้นและทางใบอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตที่สูง และสม่ำเสมอในระยะต่อ ๆ ไป อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยเคมีต้องคำนึงถึงชนิดของดินที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากในดินแต่ละพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่แตกต่างกัน ในคำแนะนำนี้ได้แบ่งชนิดดินออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อให้สามารถเลือกใส่ปุ๋ยได้ใกล้เคียงกับชนิดของดินที่ปลูกปาล์มน้ำมัน (ตาราง ที่ 1)

ตารางที่ 1 ปริมาณปุ๋ยเคมีสำหรับปาล์มน้ำมันอายุปลูก 1 - 3 ป

ชนิดดิน

อายุปาล์มน้ำมัน (ปี)

ชนิดและปริมาณปุ๋ยเคมี (กก./ต้น)

21-0-0

18-46-0

0-0-60

กีเซอร์ไรท์

โบแรท

ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ

1

1.25

0.50

1.00

0.50

0.09

2

2.50

0.75

2.50

1.00

0.13

3

3.50

1.00

3.00

1.00

0.13

ดินเหนียวที่มีความอุดม สมบูรณ์สูง (มีดินเหนียวตั้งแต่ 40 % ขึ้นไป)

1

1.00

0.60

0.50

-

0.09

2

2.00

0.90

1.80

-

0.13

3

2.00

1.10

2.30

0.70

0.13

ในดินกรดหรือดินเปรี้ยวจัด
(acid sulphate)

1

1.00

0.90

1.00

0.30

0.09

2

2.20

0.90

2.50

0.30

0.13

3

3.00

1.10

2.50

0.70

0.13

ดินทราย

1

2.50

0.90

1.20

1.00

0.13

2

3.00

1.10

3.50

1.40

0.13

3

5.00

1.30

4.00

1.40

0.13

ดินอินทรีย์ (ดินพรุ) และดินที่มีแร่ธาตุต่ำ

21-0-0

18-46-0

0-0-60

บอแรกซ์

จุนสี

1

1.00

1.00

1.50

0.09

1.20

2

2.50

1.20

2.50

0.13

0.80

3

2.50

1.50

4.00

0.13

0.40

        • การใส่ปุ๋ย ควรแบ่งใส่ปีละ 2 - 3 ครั้ง ตามความเหมาะสม
        • การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรให้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ำมัน ควบคู่กับการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารที่มองเห็นได้ที่ ต้นปาล์มน้ำมัน เพื่อปรับการใส่ปุ๋ยเคมีให้เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงตามความเหมาะสม หากไม่สามารถวิเคราะห์ดินและใบได้ควรใส่ปุ๋ยดังในตารางที่ 2 โดยปริมาณปุ๋ยที่ใส่ในปีถัดไปให้พิจารณาตามปริมาณผลผลิตที่ได้รับในปีนั้น



ตารางที่ 2 ปริมาณปุ๋ยเคมีสำหรับปาล์มน้ำมันอายุปลูก 4 ปีขึ้นไป


อายุปาล์ม
(ปี)

ปุ๋ย (กก./ต้น/ปี)

แอมโมเนียมซัลเฟต
(21-0-0)

ร็อคฟอสเฟต
(0-3-0)

โพแทสเซียมคลอไรด์
(0-0-60)

กีเซอร์ไรด์
(26 %MgO)

โบเรท
(B)

4 ปีขึ้นไป
3.0 - 5.0
1.5 - 3.0
2.5 - 4.0
0.80 - 1.00
0.08 - 0.10

        • ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย และใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเมื่อฝนแล้ง หรือฝนตกหนัก
การใส่ทะลายเปล่า

การใส่ปุ๋ย

        • ปุ๋ยไนโตรเจน โปแตสเชียม และแม็กนีเชียม ควรหว่านบริเวณรอบโคนต้นให้ระยะห่างจากโคนต้นเพิ่มขึ้นตามอายุปาล์ม (0.50 เมตร ถึง 2.50 เมตร) ส่วนฟอสฟอรัสมักถูกตรึงโดยดินได้ง่าย ควรลดการสัมผัสดินให้มากที่สุดจึงควรใส่ฟอสฟอรัสบนกองทางหรือทะลายเปล่า เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีรากของปาล์มหนาแน่น อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียปุ๋ยจากการชะล้างหรือไหลบ่าของปุ๋ยไปตามผิวดิน
        • ควรใส่แมกนีเซียมก่อนโปแตสเซียมอย่างน้อย 2 สัปดาห์
        • ใส่ทะลายเปล่าประมาณ 150-200 กก./ต้น/ปี วางรอบโคนต้นเพื่อปรับปรุงสภาพดิน รักษาความชื้นและป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน
        • การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันนั้นจะมีผลต่อผลผลิตหลังจากที่ใส่ไปแล้วประมาณ 2 ปี ดังนั้นจึงไม่ควรลดปริมาณปุ๋ยเนื่องจากตอนนั้นราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันต่ำ เพราะการไม่ใส่ปุ๋ยหรือการลดอัตราปุ๋ยจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงกับปาล์มที่มีอายุต่ำกว่า 8 ปี

5. การให้น้ำ

        • ในสภาพพื้นที่ที่มีช่วงฤดูแล้งยาวนาน หรือสภาพพื้นที่ที่มีค่าการขาดน้ำมากกว่า 300 มม./ปี หรือมีช่วงแล้งติดต่อกันนานกว่า 4 เดือน ควรมีการให้น้ำเสริม หรือทดแทนน้ำจากน้ำฝนในปริมาณ 150-200 ลิตร/ต้น/วัน พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ มีแหล่งน้ำเพียงพอและมีแหล่งเงินทุนควรติดตั้งระบบน้ำหยด (Drip irrigation) หรือแบบมินิสปริงเกอร์ (Minispringkler)

6. การตัดแต่งทางใบ
ทำการตัดแต่งทางใบในขณะเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือตัดแต่งประจำปี ซึ่งการจัดการทางใบแตกต่างกันตามอายุของปาล์มน้ำมัน ดังนี้
        • อายุระหว่าง 1 - 3 ปี หลังปลูก ควรให้ต้นปาล์มน้ำมันมีทางใบมากที่สุด ตัดแต่งทางใบออกเท่าที่จำเป็น เช่น ทางใบที่แห้ง ทางใบที่มีโรคหรือแมลงทำลายเป็นต้น
        • อายุระหว่าง 4 - 7 ปี ต้นปาล์มควรเหลือทางใบ 3 รอบนับจากทะลายที่อยู่ล่างสุด
        • อายุระหว่าง 7 - 12 ปี ต้นปาล์มควรเหลือทางใบ 2 รอบนับจากทะลายล่างสุด
        • อายุมากกว่า 12 ปี ต้นปาล์มควรเหลือทางใบ 1 รอบนับจากทะลายล่างสุด

 

7. การเก็บเกี่ยว
        • อายุการเก็บเกี่ยว เริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกอายุประมาณ 30 เดือน นับจากหลังปลูกลงแปลง และจะให้้ผลผลิตอย่างต่อเนื่องเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี แต่ต้องมีการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่ออายุและสภาพพื้นที่ แล้วปาล์มน้ำมันจะให้ผลผลิตเฉลี่ยตลอดชีวิต 3,000 กก./ไร่/ปี
        • รอบการเก็บเกี่ยว อยู่ในช่วง 10 - 20 วัน แล้วแต่ฤดูกาล โดยเฉลี่ยประมาณ 15 วันต่อครั้ง
        • ควรเก็บเกี่ยวเมื่อปาล์มน้ำมันสุกพอดี ชนิดผลดิบสีเขียวให้เก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกเป็นสีส้มมากกว่า 80% ของผล หรือมีผลร่วง 1 - 3 ผล ส่วนชนิดผลดิบสีดำเมื่อสุกเปลี่ยนสีผลเป็นสีแดง ให้เก็บเกี่ยวเมื่อมีผลสุกร่วงจากทะลาย 1 - 3 ผลเมื่อเฉือนเปลือกจะเห็นเนื้อผลเป็นสีส้มเข้ม
        • เก็บเกี่ยวทะลายปาล์มน้ำมันแล้ว ควรส่งโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง
8. การกองทางใบ

ทางใบที่ตัดแล้วควรนำมาเรียงกระจายให้รอบโคนต้น หรือเรียงกระจายแบบแถวเว้นแถวไม่กีดขวางทางเดินเก็บเกี่ยวผลผลิตและขนผลผลิตและวางสลับแถวกันทุก ๆ ปี เพื่อกระจายทั่วแปลง ซึ่งทางใบเหล่านี้คิดเทียบเป็นปุ๋ยเคมีประมาณ 40%
ของปริมาณปุ๋ยที่ต้องใช้ตลอดทั้งปี จึงช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนปาล์มน้ำมันลงได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ทางใบเหล่านี้ยังเป็นตัวกระจายอินทรีย์วัตถุในสวนปาล์มน้ำมันได้เป็นอย่างดี (ประมาณ 1.6 ตันทางใบสดต่อไร่ต่อปี)โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนจากการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพอื่น ๆ อีก

9. การเลือกซื้อพันธุ์ปาล์มน้ำมัน

ต้นกล้าปกติอายุ 8 - 12 เดือน

• ต้องเป็นพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอราเท่านั้น
และมีการรับรองพันธุ์
• เลือกซื้อต้นกล้าที่มีลักษณะสมบูรณ์ แข็งแรง
ไม่ผิดปกติ ไม่มีโรคและแมลงทำลาย
• โคนต้นควรมีขนาดใหญ่
• เลือกซื้อจากแปลงเพาะกล้าที่มีป้ายแสดงว่า
เป็นแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรอง
โดยกรมวิชาการเกษตร สามารถตรวจรายชื่อ ”ผู้ขอจดทะเบียนแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมัน” ได้จาก http:// www.it.doa.go.th
• ดูหลักฐานแหล่งที่มาของพันธุ์ที่น่าเชื่อถือ
และที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง ซึ่งตรวจสอบได้จาก
แบบบันทึกการตรวจสอบแปลงเพาะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
สำหรับผู้ประกอบการ
• ขอดูบัตรประจำตัวเจ้าของแปลงเพาะชำปาล์ม
น้ำมัน รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร
• ขอหนังสือสัญญาซื้อขายหรือใบเสร็จรับเงินเป็น
หลักฐาน
• แหล่งที่มาของพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีจำหน่ายใน
ประเทศไทย ได้แก่

        - ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ปัจจุบัน มี 6 พันธุ์ คือ พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฏร์ธานี 1, 2, 3,4, 5 และ 6
        - ผลิตโดยบริษัทเอกชนของประเทศไทย
        - นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศ คอสตาริก้า ปาปัวนิวกินี ไอวอรีโคสต์ แซร์ เบนิน ยกเว้น มาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากมีนโยบายห้ามส่งออกพันธุ์ปาล์มน้ำมันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

10. การบันทึกข้อมูล
• บันทึกข้อมูลผลผลิต การใส่ปุ๋ย และวัสดุการเกษตร การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และรายรับ - รายจ่าย ฯลฯ เพื่อประกอบการจัดการสวนให้มีประสิทธิภาพ

การจัดการแปลงเพาะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน

        ปัจจัยสำคัญในการจัดการแปลงเพาะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน คือ ให้ได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพสูง สมบูรณ์แข็งแรงไม่มีความผิดปกติเพื่อนำไปปลูก ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตสูงและใช้ระยะสั้นในการเริ่มให้ผลผลิตและสมดุลกับค่าใช้จ่าย รวมทั้งให้ผลตอบแทนสูงสุด
        1. การเพาะต้นกล้าแบบอนุบาลสองครั้ง (double stage nursery)
มีการปฏิบัติดูแลรักษาต้นกล้าปาล์มน้ำมัน 2 ระยะ คือ
            1.1 ระยะอนุบาลแรก (pre-nursery) เริ่มตั้งแต่นำเมล็ดงอกเพาะในถุงพลาสติกสีดำ ขนาดเล็ก 13x18 หรือ 15x23 เซนติเมตร (5x7 หรือ 6x9 นิ้ว) หนา 0.06 มิลลิเมตร ในแปลงเพาะที่มีวัสดุพรางแสงได้ 60% ถุงพลาสติกเมื่อบรรจุดินแล้วมีน้ำหนักประมาณ 1.20-1.50 กิโลกรัม จากนั้นดูแลรักษาจนต้นกล้ามีอายุ 12-14 สัปดาห์ หรือต้นกล้าสร้างใบได้ จำนวน 3-5 ใบ จึงย้ายต้นกล้าลงปลูกในถุงพลาสติกขนาด 15x18 นิ้ว
            1.2 ระยะอนุบาลหลัก (main-nursery) เริ่มจากการย้ายต้นกล้าจากระยะอนุบาลแรกอายุ 12-14 สัปดาห์ลงปลูกในถุงใหญ่ขนาด 38x45 เซนติเมตร (15x18 นิ้ว) หนา 0.12 มิลลิเมตร เมื่อบรรจุดินแล้วจะมีน้ำหนัก ประมาณ 18-20 กิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่นำมาบรรจุถุง ดูแลรักษาต้นกล้าจนมีอายุ 10-14 เดือน จากนั้นสามารถย้ายต้นกล้าที่สมบูรณ์ลงปลูกในแปลงจริงได้
        2. การเพาะต้นกล้าแบบอนุบาลครั้งเดียว (single stage nursery) การเพาะต้นกล้าแบบนี้เป็นที่นิยมปฏิบัติในประเทศแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันในแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกา (Turner และ Gillbanks,1982) การเพาะต้นกล้าแบบนี้เป็นวิธีที่นำเมล็ดงอกลงเพาะในถุงพลาสติก ขนาด 38x46 เซนติเมตร (15x18 นิ้ว) โดยไม่ต้องผ่านระยะ Pre-nursery ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับระยะอนุบาลหลัก (Main-nursery) ของรูปแบบการเพาะแบบอนุบาลสองครั้ง และมีการปฏิบัติดูแลรักษาเหมือนกับการดูแลรักษา ตามอายุการพัฒนาของต้นกล้าในแบบอนุบาลสองครั้งทุกประการ แต่จะแตกต่างกันตรงที่การเพาะต้นกล้าแบบ Single stage มีการเลี้ยงภายใต้วัสดุ พรางแสง 60% ในช่วงอายุ 0-10 สัปดาห์แรกของการเพาะเมล็ด โดยให้ทิศทางการบังแสงด้าน ทิศตะวันออก - ตก การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันที่นำเสนอนี้ จะเน้นในการจัดการแปลงเพาะแบบอนุบาลสองครั้ง (double stage nursery) ทั้งนี้เพราะการจัดการแปลงเพาะแบบอนุบาลสองครั้ง มีการปฏิบัติการที่ครอบคลุมการจัดการแปลงเพาะแบบอนุบาลครั้งเดียว คือ ในขั้นตอนการอนุบาลหลัก (main-nursery)


การเลือกสถานที่แปลงเพาะ


ข้อพิจารณาในการคัดเลือกสถานที่เพาะ เรียงตามลำดับความสำคัญ มีดังนี้
        1. ควรตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปีเพราะต้นกล้าปาล์มน้ำมันมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงมาก 12.5 มิลลิเมตรต่อวัน (12,800 ลิตรต่อไร่ต่อวัน หรือ ต้นกล้าปาล์มจะได้รับน้ำ 2 - 3 ลิตรต่อต้นต่อวัน ถ้าใช้ระบบการให้น้ำแบบ sprinkler)
        2. ควรเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำอย่างดี หรือมีร่องระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังและสามารถไหลลงสู่พื้นที่เก็บน้ำแล้วนำกลับมาใช้ได้อีก ตลอดจนพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงในฤดูน้ำหลาก
        3. ควรตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันและมีการคมนาคมสะดวก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งต้นกล้า และลดความเสียหายของต้นกล้า
        4. ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพดินซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพเหมาะสำหรับนำมาเป็นวัสดุเพาะต้นกล้า
        5. สถานที่ตั้งเหมาะสม สะดวกต่อการรักษาความปลอดภัยและไม่มีการบังแสงแดดจากต้นไม้ใหญ่

การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันในระยะอนุบาลแรก (pre-nursery)

วัตถุประสงค์ของการเพาะต้นกล้าแบบนี้ เพื่อทำให้สามารถดูแลรักษาต้นกล้าปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิดในระยะแรกของการเจริญเติบโต

1. การเตรียมแปลง

        แปลงเพาะควรอยู่ใกล้หรืออยู่ในบริเวณแปลงอนุบาลหลัก เพื่อสะดวกในการขนส่ง ต้นกล้าไปปลูกในถุงใหญ่ และพื้นที่ควรเป็นที่ราบเพื่อสะดวกในการวางถุงเพาะ การกำหนดขนาด
และแผนผังปลูกขึ้นอยู่กับจำนวนเมล็ดที่จะเพาะเป็นต้นกล้า การวางถุงควรวางเป็นบล็อกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างของบล็อกไม่ควรเกิน 1.2-1.5 เมตร หรือใช้จำนวนถุงกำหนดความกว้างของบล็อก ซึ่งใช้จำนวนถุงประมาณ 10 - 15 ใบ และความยาวของบล็อกไม่จำกัดขึ้นอยู่กับความสะดวกในการปฏิบัติงานและรูปร่างของพื้นที่แปลงเพาะ ระยะห่างระหว่างบล็อกไม่ควรต่ำกว่า 0.75 เมตร สำหรับทิศทางของการวางบล็อกควรจัดวางบล็อกแต่ละบล็อกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ เพื่อประโยชน์ในการพรางแสงก่อนการจัดเรียงถุงในแปลงเพาะ ควรราดพื้นแปลงเพาะด้วยสารละลายป้องกันกำจัดแมลงเพื่อป้องกันกำจัดจิ้งหรีด และแมลงอื่นที่เป็นศัตรูของต้นกล้าปาล์มน้ำมัน

2. ขนาดของถุง

        ขนาดของถุงสำหรับเพาะเมล็ดควรมีขนาด 13x18 หรือ 15x23 เซนติเมตร (5x7 หรือ 6x9 นิ้ว) มีความหนา 0.06 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อบรรจุดินแล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 1.20–1.50 กิโลกรัม ถุงจะต้องมีรูระบายน้ำด้านข้างและด้านใต้ถุง โดยมีรูขนาด 4 มิลลิเมตร และเจาะรูตั้งแต่กึ่งกลางถุงลงไปประมาณ 15-20 รู

3. การบรรจุดิน

        การบรรจุดินใส่ถุงควรเลือกเฉพาะหน้าดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีที่เหมาะสม โดยเป็นดินร่วนปนเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงและมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี มีความเป็น กรด – ด่าง 4.5–7.0 ถ้าเป็นดินเหนียวควรผสมด้วยวัสดุปลูกอื่น เช่น ทราย แกลบ หรือขุยมะพร้าว อัตราส่วน 2:1 (ดิน 2 ส่วนต่อวัสดุปลูก 1 ส่วน) ข้อควรระวังคือต้องใช้ดินร่วนปนเหนียวที่ไม่แตกออกจากกันเวลาย้ายต้นกล้าลงปลูกในถุงใหญ่ ถ้าดินแตกออกจากกันจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อระบบรากของต้นกล้า และส่งผลให้เกิดการชะงัก การเจริญเติบโต (transplanting shock) สำหรับการบรรจุดินควรอัดดินให้แน่นพอสมควร ควรบรรจุดินล่วงหน้าก่อนการเพาะเมล็ดประมาณ 7 วัน หลังบรรจุดินวรรคน้ำพอประมาณเพื่อทำให้ดินยุบ หลังจากนั้น 1-2 วัน ควรเติมดินให้อยู่ในระดับเสมอปากถุง

4. การพรางแสง
        ในระยะแรกของการเจริญเติบโต ต้นกล้าปาล์มน้ำมันจะอ่อนแอต่อแสงแดดมากโดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน ซึ่งจะปรากฏอาการยอดและใบไหม้ (sun scorch) หรือมีอาการใบเรียวแคบกว่าปกติ และเจริญเติบโตช้า ดังนั้นในช่วง 10 สัปดาห์แรกของการเจริญเติบโตจะต้องมีการทำร่มเงาให้ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน เพื่อทำให้ต้นกล้ามีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างเป็นปกติ สำหรับวัสดุพรางแสงควรเป็นตาข่ายพรางแสงที่สามารถลดความเข้มแสง (light intensity)ได้ 60% โดยในระยะอนุบาลแรกจะต้องก่อสร้างโรงเรือนเพื่อติดตั้งตาข่ายพรางแสงให้สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ 2 เมตรควรหลีกเลี่ยงการให้ร่มเงาที่มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ยืดตัว (etiolation) เพื่อรับแสง ซึ่งเป็นเหตุให้ต้นกล้าอ่อนแอ ยอดและใบหักง่าย ตลอดจนทำให้อัตราการเข้าทำลายของเชื้อราสูงขึ้น การนำตาข่ายพรางแสงออกควรเริ่มปฏิบัติเมื่อต้นกล้ามีอายุ 10 สัปดาห์ และควรใช้ระยะเวลาการนำตาข่ายออกประมาณ 2 สัปดาห์ โดยการนำตาข่ายพรางแสงออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือการทำสลับแถวเว้นแถวของตาข่ายพรางแสง โดยนำตาข่ายพรางแสงออก 4 วันต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใบของต้นกล้ารับแสงเข้มมากเกินไปในครั้งเดียว และเพื่อทำให้ต้นกล้าคุ้นเคยกับแสงแดดโดยตรง (Sun-hardening) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะถ้านำต้นกล้าออกจากแปลงเพาะระยะอนุบาลแรกไปปลูกในระยะอนุบาลหลักโดยไม่ได้ทำความคุ้นเคยกับแสงจะทำให้ต้นกล้าเกิดอาการใบไหม้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่แนะนำให้ปฏิบัติดูแลรักษาต้นกล้าระยะอนุบาลแรกใต้ร่มไม้

5. การจัดการเมล็ดงอก (Germinated seeds)

        ส่วนประกอบของเมล็ดงอกปาล์มน้ำมันที่สมบูรณ์ประกอบด้วย 4 ส่วนที่สำคัญคือ ส่วนยอด (plumule) ส่วนราก (radicle) ส่วนสะสมอาหารเพื่อการเจริญเติบโตในระยะแรกของต้น (endosperm หรือ kernel) และส่วนกะลา (shell) ซึ่งส่วนยอดและรากที่จะเจริญเติบโตต่อไปจะเชื่อมติดกับส่วนสะสมอาหารในช่วง 10 สัปดาห์แรกของการพัฒนา ถ้าส่วนดังกล่าวหลุดออกจากกันจะทำให้ต้นกล้าตายได้ หลังจากเมล็ดเริ่มงอก จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ระยะการพัฒนาที่เหมาะสมต่อการนำเมล็ดงอกลงปลูก คือระยะ 10 - 14 วัน หลังจากเริ่มงอก สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติ เมื่อได้รับเมล็ดงอกมีดังนี้
           1. เปิดถุงใส่เมล็ด และตรวจสอบเมล็ดงอก ถ้ามีเมล็ดเสียหาย และเมล็ดผิดปกติให้คัดทิ้งจากนั้นปิดถุง และเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม
           2. ควรรีบนำเมล็ดงอกลงเพาะทันที แต่ถ้ายังไม่สามารถปลูกได้จะต้องฉีดพ่นน้ำเป็นระยะ เพื่อรักษาความชื้นภายในเมล็ด จากนั้นปิดถุงให้สนิทเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม
           3. ไม่ควรเก็บรักษาเมล็ดงอกไว้นานกว่า 14 วัน เพราะยอดและรากของเมล็ดมีการเจริญเติบโตและยาวมากขึ้น ทำให้ไม่สะดวกในการเพาะ และอาจทำให้รากและยอดเสียหายได้

6. การปลูกเมล็ดงอก
        เมื่อมีการจัดวางถุงที่บรรจุดินเรียบร้อยแล้วควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอทั้งนี้ เพราะว่าถ้ามีการรดน้ำก่อนที่จะปลูกเมล็ดในทันทีทันใดจะทำให้ดินแน่น ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้า ปลูกเมล็ดงอกลงในหลุมที่ไม่ลึกกว่า 2.5 เซนติเมตร โดยให้ส่วนรากชี้ลง ซึ่งปลายรากจะมีสีน้ำตาล และปลายยอดจะมีสีขาว จากนั้นกลบเมล็ดด้วยดินในถุงและขุยมะพร้าว โดยให้เมล็ดอยู่ต่ำกว่าระดับผิวดินประมาณ 1.0 - 1.2 เซนติเมตร ขั้นตอนการปลูกนี้ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะรากและยอดมีความอ่อนแอมาก ถ้าไม่ระมัดระวังจะทำให้ยอดและรากหักทำให้เมล็ดงอกตายได้ เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำให้ชุ่มทันที และควรตรวจสอบการกลบดินอย่าให้ยอดโผล่เพราะในระยะนี้ยอดจะอ่อนแอหลังจากปลูกเรียบร้อยแล้วควรมีการปักป้ายแต่ละบล็อก เพื่อบอกถึงวันปลูกจำนวนเมล็ดงอก และพันธุ์จากนั้นควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ยอดสีเขียวอ่อนจะเริ่มโผล่ให้เห็นหลังจากปลูกแล้วประมาณ 9-14 วัน

7. การให้น้ำ
        การให้น้ำในระยะอนุบาลแรกมีความสำคัญมาก ถ้าต้นกล้าได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ต้นกล้าเจริญเติบโตช้า มีอาการผิดปกติ เช่น ใบย่น (crinkled leaf) และอ่อนแอต่อโรค blast ซึ่งเกิดจากเชื้อ pythium และ Rhizoctonia ต้นกล้าปาล์มน้ำมันในระยะอนุบาลแรกต้องการน้ำ 0.20 - 0.30 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 125 ลิตรต่อ 500 ต้นต่อวัน ควรให้น้ำวันละ 2 ครั้งคือเช้าและเย็น ถ้ามีฝนตกมากกว่า 10 มิลลิเมตร สามารถงดการให้น้ำในวันที่ฝนตกได้สำหรับระบบการให้น้ำในระยะยอนุบาลแรกมี 2 ระบบคือ ระบบ mini sprinkler และระบบใช้คนรดน้ำ แต่ถ้ามีการเพาะต้นกล้ามากกว่า 75,000 ต้นควรเลือกใช้ระบบ mini sprinkler

8. การให้ปุ๋ย
        เมื่อใบแรกของต้นกล้าพัฒนาเต็มที่ หรือประมาณสัปดาห์ที่ 4 หลังปลูกควรเริ่มใส่ปุ๋ย และให้ปุ๋ยทุกสัปดาห์ จนกว่าจะย้ายต้นกล้าไปปลูกในระยะอนุบาลหลัก โดยวิธีการให้ปุ๋ยในรูปสารละลาย หรือปุ๋ยทางใบ โดยเริ่มจากการให้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ในระยะที่ใบแรกของต้นกล้าพัฒนาเต็มที่ (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ชนิดและอัตรการใช้ปุ๋ยในแปลงอนุบาลแรก (Pre - nursery)

อายุต้นกล้าปาล์มน้ำมัน (สัปดาห์)

ชนิดปุ๋ย

อัตราการใช้

4 (ใบที่ 1 พัฒนาเต็มที่)
46-0-0 (ยูเรีย) 40 กรัม + น้ำ 25 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
5
18-46-0 75 กรัม + น้ำ 25 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
6
15-15-15/1.2 MgO 75 กรัม + น้ำ 25 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
7
18-46-0 100 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
8
15-15-15/1.2 MgO 110 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
9
18-46-0 150 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น
10
15-15-15/1.2 MgO 150 กรัม + น้ำ 30 ลิตร
ใช้รดต้นกล้า 500 ต้น

ที่มา : ดัดแปลงจาก Hertslet และ Duckett, 1983; Huan และ Yee, 1991; Von Uexkull และ Fairhurst, 1991;ASD COSTA RICA, 1994

หลังจากสัปดาห์ที่ 10 ไปแล้ว ถ้ายังไม่ได้ย้ายต้นกล้าปลูกในแปลงอนุบาลหลักควรมีการให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สัปดาห์จนกว่าจะย้ายปลูก โดยใช้ปุ๋ย 15-15-15/1.2 MgO 150 กรัมต่อน้ำ 30 ลิตรใช้รดต้นกล้า 500 ต้น

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังในการให้ปุ๋ยในระยะอนุบาลแรก

        1. ควรเลือกใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพสูง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการใบไหม้ที่เกิดจากปุ๋ยคุณภาพไม่ดี
        2. หลังจากการให้ปุ๋ยทุกครั้งควรให้น้ำตามในปริมาณเล็กน้อย เพื่อล้างปุ๋ยที่ติดค้างบนใบออกให้หมดเพื่อหลีกเลี่ยงอาการใบไหม้
        3. การให้ปุ๋ยควรให้ในช่วงเช้าหรือเย็น และไม่ควรให้ปุ๋ยในช่วงที่มีแสงแดดจัด
        4. ควรละลายปุ๋ยในถังขนาดใหญ่ให้มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้รดต้นกล้า ซึ่งการละลายปุ๋ยควรทำก่อนที่จะใช้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงเพื่อให้ปุ๋ยละลายได้หมด และก่อนใช้ควรคนสารละลายให้เข้ากันอย่างดีเพื่อจะได้มีปริมาณเนื้อปุ๋ยเท่ากัน

9. การคัดต้นกล้าผิดปกติทิ้ง (Cutting)

        การคัดทิ้ง (cutting) หมายถึงการคัดทิ้งต้นกล้าผิดปกติและควรต้องทำลายทิ้ง เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการจัดการแปลงเพาะ และมีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตของต้นปาล์มน้ำมันในระยะยาว ถ้ามีการคัดต้นกล้าที่ผิดปกติทิ้งอย่างรัดกุมและถูกต้อง จะทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันสูงและสม่ำเสมอการคัดทิ้งจึงยึดหลักว่า “ถ้าต้นกล้ามีลักษณะที่น่าจะผิดปกติให้คัดทิ้งทันที” มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายในภายหลัง สาเหตุที่ต้องมีการคัดทิ้งต้นกล้า เนื่องจากความผิดปกติทางด้านสรีระในขณะผสมเกสร ต้นกล้ามีความแปรปรวน เนื่องมาจากพันธุกรรม ซึ่งความแปรปรวนของต้นกล้าในแปลงเพาะควรจะน้อยกว่า 5% เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพต่ำ การจัดการแปลงเพาะที่ไม่ได้มาตรฐาน การคัดเลือกต้นกล้าในระยะอนุบาลแรกมีปริมาณ 15% ต้นกล้าที่คัดทิ้ง 5% ส่วนใหญ่เป็นต้นกล้าตาย ส่วนอีก10% เป็นต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์และผิดปกติ
        9.1 ลักษณะผิดปกติในระยะอนุบาลแรก


ต้นลักษณะปกติ

ยอดและใบบิดเบี้ยว (Twisted shoot หรือTwisted leaf) ลักษณะอาการใบขดม้วนและยอดโค้งงอเป็นอาการ
ที่เกิดจากการ ปลูกเมล็ดงอกสลับด้านกันระหว่างรากกับยอด


ใบม้วนรอบเส้นกลางใบ (Rolled leaf หรือspike leaf) แผ่นใบม้วนด้านตั้งรอบเส้นกลางใบคล้ายกับเข็ม
หรือตะปู

ใบม้วนย่น (Crinkled leaf) เป็นอาการซึ่งเกิดจาก
หลายสาเหตุ เช่น ขาดน้ำ ขาดธาตุ ุโบรอน และปัจจัย
ทางสรีรวิทยา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

ใบกึ่งกลางขอด (Collante) ลักษณะอาการใบ
ไม่คลี่ตรงกึ่งกลางใบ ส่วนใหญ่จะเกิดกับใบ
ลักษณะสองแฉก

ใบเรียวแคบ (Narrow leaf หรือ grass leaf)
มีลักษณะใบคล้ายกับพืชตระกูลหญ้า

        9.2 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคัดทิ้ง ลักษณะอาการทั้งหมดนี้จะพบเมื่อต้นกล้ามีอายุตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปหลังการเพาะเมล็ดงอก สำหรับการคัดทิ้ง ควรเริ่มเมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 6 สัปดาห์ ควรทำในเวลาเช้าก่อนเวลา 11.00 น. หรือช่วงหลัง 16.00 น. ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ดำเนินการคัดเลือกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
        9.3 วิธีการคัดทิ้งต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
                 9.3.1 วางต้นกล้าให้เรียงเป็นแถวกลุ่มละ 50 แถว แถวละ 10 ถุง ฉะนั้น จะมีต้นกล้า 500 ต้นต่อกลุ่ม
                 9.3.2 ให้เดินถอยหลังแล้วคัดเลือกทีละแถว จนครบ 50 แถว เมื่อพบต้นกล้าต้นใดผิดปกติให้นำออกมานอกกลุ่มทันที เมื่อคัดเลือกเสร็จแล้วให้นำออกจากแปลงเพาะทันที
                 9.3.3 จัดเรียงถุงต้นกล้าที่เหลือใหม่ ทดแทนต้นที่ขาดไปจากต้นกล้าที่คัดทิ้ง

การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันในระยะอนุบาลหลัก (Main-Nursery)

การเพาะต้นกล้าในระยะอนุบาลหลักเป็นการเพาะในระยะที่ต่อเนื่องจากระยะอนุบาลแรกของการอนุบาลแบบสองครั้ง และอาจจะเป็นการเพาะเมล็ดงอกลงในถุงพลาสติกขนาดใหญ่
ครั้งเดียว (single stage nursery)
        1. การเตรียมแปลง ลักษณะของแปลงเพาะควรอยู่ในพื้นที่ที่โล่งและควรเป็นพื้นที่ราบ หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่มากกว่า 12 องศา มีขนาดพอที่จะรองรับจำนวนต้นกล้าที่จะเพาะตั้งอยู่บนที่สูงน้ำท่วมไม่ถึงมีการระบายน้ำดี
        2. การวางผังแปลง ผังแปลงควรมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งขนาดของแปลงเพาะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นกล้าและระยะห่างของการวางถุง โดยเพิ่มขนาดพื้นที่ไว้สำหรับการคมนาคม
และระบบการให้น้ำ การวางถุงปลูกนิยมวางแบบสามเหลี่ยมด้านเท่าเพื่อให้ได้จำนวนถุงมากกว่าการใช้แบบสี่เหลี่ยมและต้นกล้าสามารถรับแสงได้มากกว่าแบบสี่เหลี่ยม ระยะการวางที่เหมาะสม แสดงดังตารางที่ 2 ระยะการวางถุงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของปาล์มน้ำมันในระยะยาวคือการวางถุงที่ระยะชิดเกินไปจะทำให้ต้นกล้าอ่อนแอทำให้เกิดการกระทบกระเทือนมากในเวลาย้ายปลูก ดังนั้น ในการวางแผนการเพาะต้นกล้า ควรพิจารณาอายุของต้นกล้าที่จะทำการย้ายปลูกเพื่อที่จะได้วางระยะห่างของถุงได้ถูกต้อง ทิศทางการวางถุง ควรจัดวางระยะระหว่างแถวแนวทิศตะวันออก - ตก เพื่อให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดมากที่สุด

ตารางที่ 2 อายุต้นกล้าความยาวทางใบ ระยะระหว่างต้นระยะระหว่างแถว และจำนวนต้นกล้าปาล์มน้ำมันต่อไร่

อายุต้นกล้า
(เดือน)

ความยาวทางใบ
(ซม.)

ระยะระหว่างต้น
(ซม.)

ระยะระหว่างแถว
(ซม.)

จำนวน
ต้นกล้า/ไร่

8

37.0

75

65

3,284

9

45.8

10

54.0

11

64.2

90

78

2,281

12

75.6

13

80.6

14

90.9

120

104

1,283

15

101.8

16

113.5

17

125.9

150

130

404

18

137.5

        3. ขนาดถุง ขนาดของถุงที่ใช้ในแปลงอนุบาลหลักมีหลายขนาด ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของต้นกล้าที่จะย้ายปลูกเป็นข้อพิจารณาในการเลือกใช้ขนาดถุง (ตารางที่ 3)

   ตารางที่ 3 อายุของต้นกล้าที่จะย้ายปลูกในแปลงจริงและขนาดถุงที่ใช้ในระยะอนุบาลหลัก


อายุต้นกล้าที่ย้ายปลูก (เดือน)

ขนาดถุง

เซนติเมตร

นิ้ว

8 - 10

35.6 x 43.2

14.x 17

11 - 13

38.1 x 45.7

15 x 18

14 - 16

38.1 x 50.8

15 x 20

17 - 18

40.6 x 53.3

16 x 21


ถุงปลูกต้องเป็นถุงที่มีคุณภาพดี มีอายุการใช้งานในสภาพกลางแจ้งได้เป็นเวลานานเท่าที่จะย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง ถ้าเลือกใช้ถุงที่มีราคาถูกและไม่มีคุณภาพจะทำให้ถุงฉีกขาดเร็ว เป็นปัญหาในการเปลี่ยนถุง ความหนาของถุงประมาณ 0.12 มิลลิเมตร และถุงต้องมีรูระบายน้ำด้านข้างและด้านใต้ถุง โดยมีรูขนาด 4 มิลลิเมตร และเจาะรูตั้งแต่กึ่งกลางถุงลงมาประมาณ 15 - 20 รู
        4. การบรรจุดิน การบรรจุดิน ต้องใช้ดินที่ไม่เปียกมากเกินไป ถ้าใช้ดินเปียก เมื่อดินแห้งจะจับตัวเป็นก้อนแข็งทำให้ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้า ดังนั้นควรบรรจุดินในสภาพที่แห้ง หรือถ้าฤดูฝนควรบรรจุดินในโรงเรือน เมื่อบรรจุดินแล้วจะมีน้ำหนักรวมถุงประมาณ 22 กิโลกรัม (ถุงขนาด 15x18 นิ้ว) ทำให้ยากในการขนย้ายถุงลงไปแปลงอนุบาลและขนย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลง ซึ่งอาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อต้นกล้าได้ ดังนั้นจึงควรผสมดินปลูกด้วยวัสดุปลูกต่าง ๆ ในถุงเพาะต้นกล้าอนุบาลหลัก ซึ่งพบว่าการใช้แกลบหรือขุยมะพร้าวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 : 1 ทำให้มีน้ำหนักถุงปลูก 8.5 และ 9.4 กิโลกรัมตามลำดับ โดยการเจริญเติบโตของต้นกล้าไม่แตกต่างกันกับใช้ดินปลูกอย่างเดียว หลังการบรรจุดินและวัสดุปลูกลงถุงแล้ว ควรให้น้ำเพื่อให้ดินยุบตัว จากนั้นเติมดินลงไปอีกจนดินยุบคงที่ หน้าดินควรอยู่ต่ำกว่าระดับปากถุงประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร และเพื่อให้ปากถุงพลาสติกแข็งแรงสามารถรับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพควรพับปากถุงประมาณ 2 เซนติเมตร ดังนั้น ดินจะอยู่ต่ำกว่าปากถุงที่พับแล้วประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร
        5. การย้ายปลูกต้นกล้าลงในแปลงอนุบาลหลัก ก่อนย้ายต้นกล้าควรให้น้ำในถุงใหญ่ก่อน 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นพอเหมาะและสะดวกในการย้ายปลูกต้นกล้า การปลูก ขุดดินในถุงใหญ่ขนาดความกว้างและลึกให้พอเหมาะกับขนาดของถุงขนาดเล็กเพื่อสะดวกในการนำต้นกล้าลงปลูก ซึ่งการเจาะหรือขุดดินจะปฏิบัติได้ง่าย สะดวกและไม่ทำให้ดินในถุงจับเป็นก้อน โดยใช้เครื่องมือเจาะดินที่มีขนาดเท่ากับถุงขนาดเล็ก ลำเลียงถุงเล็กวางตามจุดที่มีถุงขนาดใหญ่ที่เจาะหลุมไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วย้ายปลูกต้นกล้าลงในถุงขนาดใหญ่ จากนั้นคลุมดินปากถุงด้วยขุยมะพร้าวเพื่อรักษาความชื้นของดินภายในถุง การปลูกควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยใช้มีดกรีดถุงพลาสติก ตามแนวยาวของถุงและนำต้นกล้าออกจากถุง โดยพยุงดินที่ติดกับรากของต้นกล้าให้ดีอย่าให้ดินที่อุ้มรากของต้นกล้าแตกออก แล้วนำวางลงในหลุมที่เตรียมไว้ โดยให้ระดับของโคนต้นกล้าอยู่ในระดับเดียวกันกับระดับของดินในถุงใหญ่ แล้วกลบดินไม่ให้มีช่องว่างภายในหลุม ซึ่งช่วยให้ต้นกล้าอยู่ในถุงใหญ่อย่างมั่นคงและแข็งแรง ในขั้นตอนการปลูกนี้ถ้าไม่ระมัดระวังจะทำให้้ต้นกล้ากระทบกระเทือน ส่งผลให้ต้นกล้ามีอัตราการเจริญเติบโตช้าในขั้นตอนการย้ายปลูกควรหลีกเลี่ยงช่วงอากาศที่ร้อนจัดเมื่อปลูกเสร็จต้องให้น้ำทันทีและควรหลีกเลี่ยงการปลูกลึกหรือตื้นเกินไป
        6. การดูแลรักษาต้นกล้าระยะอนุบาลหลัก
            6.1 การให้น้ำ การที่จะดำเนินการเพาะต้นกล้าให้สำเร็จนั้นนับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาและการเจริญเติบโตของต้นกล้า ในระยะอนุบาลหลักต้นกล้ามีความต้องการน้ำ 12.5 มิลลิเมตรต่อวัน (20,000 ลิตรต่อไร่ต่อวัน) ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วต้นกล้าจะได้รับน้ำในระบบการให้น้ำแบบ Sprinkler 2 - 3 ลิตรต่อต้นต่อวัน และในระบบการให้น้ำแบบ Drip irrigation 4 - 5 ลิตรต่อต้นต่อวัน ควรแบ่งให้น้ำ 2 ครั้งต่อวันในช่วงเช้า และเย็น
             6.2 การให้ปุ๋ย การให้ปุ๋ยในระยะอนุบาลหลักควรให้ปุ๋ยทุก ๆ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งอายุครบ 48 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงใส่ทุก ๆ 3 สัปดาห์ และถ้าหากว่าดินที่ใช้เพาะต้นกล้านั้นมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หรือเป็นดินชั้นล่างควรจะใส่ปุ๋ยคีเซอร์ไรต์ ทุก ๆ 6 - 8 สัปดาห์เพื่อจะให้ธาตุแมกนีเซียม และควรเริ่มใส่ปุ๋ยโบแร๊กซ์ในช่วงต้นกล้าอายุ 24 สัปดาห์เพื่อให้ธาตุโบรอน การใส่ปุ๋ยควรระมัดระวังเพราะถ้าใส่ปุ๋ยถูกใบอ่อนของต้นกล้าจะทำให้เกิดรอยไหม้้วิธีใส่ควรโรยปุ๋ยให้สูงจากพื้นดินไม่เกิน 5 เซนติเมตร และโรยรอบ ๆ โคนต้นเป็นวงแหวนห่างจากโคนประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร และควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เป็นพิษต่อต้นกล้า ก่อนการย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลงปลูก 2 สัปดาห์ ควรงดการให้ปุ๋ยทั้งหมด การใส่ปุ๋ยควรพิจารณาการเจริญเติบโตและอาการของต้นกล้า เพื่อให้้แน่ใจว่า ต้นกล้าได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอ (ตารางที่ 4)

ตารางที่ 4 ชนิดและอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีในแปลงอนุบาลหลักตามอายุต้นกล้าปาล์มน้ำมัน

อายุต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
(สัปดาห์)

ชนิดปุ๋ย

อัตราการใช้
(กรัมต่อต้น)

12

18-46-0

7

14

13-13-21

7

16

15-15-15 - 1.2

7

18

13-13-21

7

20

15-15-15 + กีเซอร์ไรต์ (27 %)

10 +10

22

13-13-21

10

24

15-15-15 + 1.2 โบแร็กซ์ (47 %)

10 + 0.50

26

13-13-21 + กีเซอร์ไรต์

10 +10

28

15-15-15-1.2

10

30

13-13-21

10

32

15-15-15-1.2

15

34

13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์

15 +10

36

15-15-15 - 1.2

20

38

13-13-21 + โบแร็กซ์

20 + 0.50

40

15-15-15 - 1.2

20

42

13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์

20 +15

44

15-15-15 - 1.2

20

46

โบแร็กซ์

0.50

48

13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์์

25 + 20

51

15-15-15 - 1.2

25

54

15-15-15 - 1.2

30

57

โบแร็กซ์

0.50

60

13-13-21 + กีีเซอร์ไรต์

30 + 25

ที่มา : ดัดแปลงจาก Hertslet and Duckett, 1983; Huan and Yee, 1991; von Uexkull and Fairhurst, 1991; ASD COSTA RICA, 1994.


             6.3 การเตรียมต้นกล้าที่พร้อมจะนำไปปลูกในแปลงจริง มีวัตถุประสงค์เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการชะงักการเจริญเติบโตของต้นกล้า จากการเคลื่อนย้ายไปปลูก (Transplanting shock) ควรปฏิบัติดังนี้
                      (1) ก่อนการเคลื่อนย้ายต้นกล้า 1 เดือน ควรใช้มีดหรือกรรไกรที่คมและสะอาดตัดรากของต้นกล้าที่ี่แทงทะลุผ่านรูถุงออกมาข้างนอก 50 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ จะตัดรากที่แทงทะลุถุงที่เหลือทั้งหมด
                      (2) ถ้าต้นกล้ามีใบขนาดใหญ่กว่าปกติควรตัดปลายใบออก 20 เปอร์เซ็นต์ แต่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมและไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อทรงพุ่ม
                      (3) ก่อนการเคลื่อนย้ายต้นกล้า 1 สัปดาห์ควรงดการให้น้ำและปุ๋ยเพื่อเตรียมต้นกล้าให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก
                      (4) การเคลื่อนย้ายต้นกล้าจะต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน
        7. การคัดต้นกล้าผิดปกติทิ้ง การคัดทิ้งต้นกล้าในระยะอนุบาลหลักมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
              7.1 ลักษณะผิดปกติในระยะอนุบาลหลัก



ใบแบบขนนก
(Pinnate leaf) ไม่คลี่ออกเป็นใบย่อยหรือคลี่ออกบางส่วน ซึ่งส่วนมากอาการของใบไม่คลี่จะคล้ายกับปาล์มเป็นหมัน (sterile palm) ซึ่งต้นกล้าชนิดนี้จะให้ผลผลิตต่ำมาก 1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี เมื่ออายุ 3 - 5 ปี ในขณะที่ต้นปาล์มปกติให้ผลผลิต เฉลี่ย 72.5 กิโลกรัมต่อต้นต่อป
ใบย่อยไม่คลี่ (Juvenile seedling)
ต้นกล้าปกติ
ใบย่อยไม่คลี่

ต้นสูงชะลูด
ต้นสูงชะลูด หรือต้นเป็นหมัน (Upright or sterile seedling)
ต้นปาล์มน้ำมันมีลักษณะทางใบที่ทำมุมแคบมากทางใบตั้งตรง และมองดูแข็งส่วนมาก ทางใบด้านล่างทำมุมกว้าง มากกับต้นและต้นสูงชะลูด เมื่อนำต้นกล้าชนิดนี้ปลูกในแปลงจะให้ผลผลิตต่ำมากจนถึงไม่ให้ผลผลิต
ใบเกิดใหม่สั้น (Flat top seedling) ลักษณะของต้นในด้านความสูงมองแล้ว ด้านบนค่อนข้างเป็นเส้นตรง ซึ่งเกิดจากใบที่เกิดใหม่สั้นกว่าใบเก่า ดังนั้นส่วนยอดของต้นจะไม่ยืดยาวออกมาทำให้มองเห็นด้านบนเท่ากัน ใบเกิดใหม่สั้น
ต้นเล็กแคระแกร็น ต้นเล็กแคระแกร็น (Runts) (ต้นขวามือ)ลักษณะของต้น
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาช้ากว่าปกติิ ซึ่งทำให้ต้นมีขนาดเล็ก และ
แคระแกร็น เมื่อนำต้นกล้าชนิดนี้ไปปลูก ในแปลงจะให้ผลผลิตเพียง
1.55 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี เมื่อมีอายุ 3 - 5 ป
ทางใบตก และต้นอ่อนแอ (Limp form)
ทางใบของต้นกล้าชนิดนี้จะอ่อนแอ และทางใบ ลู่ลงหรือทางใบตก ซึ่งทำให้สังเกตเห็นลักษณะ ต้นกล้าเป็นแบบ Flat top สำหรับระยะเวลาของการ
แสดงอาการนี้จะค่อนข้างสั้น เมื่อนำต้นกล้า ชนิดนี้ไปปลูกผลผลิตจะลดลง
จากต้นกล้าปกติ 40.8 เปอร์เซ็นต์
ทางใบตก
ใบย่อยแน่นทึบ
ใบย่อยแน่นทึบ (Short internode) จะปรากฏในรูปขนนก
โดยใบย่อยจะอยู่ชิดแน่นและส่วนมาก แผ่นของใบย่อยจะกว้างกว่าปกติ ทำให้มองเป็นทางใบมีใบย่อยแน่นทึบ เมื่อนำไปปลูกในแปลงทำให้ผลผลิตลดลงถึง 73.3 เปอร์เซ็นต์
ใบย่อยห่างกัน (Wide internode) ระยะระหว่างใบย่อยบนทางใบแบบขนนกจะห่างกัน มากกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะทางต้นโปร่งกว่าปกติ อย่างไรก็ตามอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายกับต้นปาล์มที่วางถุง
ชิดกันมากเกินไปทำให้ต้นปาล์มชะลูด (etiolation) ดังนั้นในการ
คัดทิ้งต้นผิดปกติจะต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ใบย่อยห่างกัน
ใบย่อยแคบ ใบย่อยแคบ (Narrow pinnae) ต้นกล้ามีใบย่อย
เรียวแคบ ใบสีเขียวซีด กว่าต้นปกติ และทางใบค่อนข้างทำมุมแคบกับต้น ซึ่งเมื่อนำไปปลูกในแปลงให้ผลผลิตต่ำมาก 9.1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี
ใบขาวซีด (Chimera) ต้นกล้าปาล์มน้ำมันแสดงอาการ
ใบขาวซีด ซึ่งเป็นอาการของการไม่มีคลอโรฟิลล์ ซึ่งอาการใบขาวซีดนี้เกิดจากพันธุกรรม ของปาล์มน้ำมัน ส่วนใหญ่จะแสดงอาการก่อน
ต้นกล้าอายุ 4 เดือนหลังจากปลูกเมล็ดงอก
ใบขาวซีด

              7.2 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคัดทิ้ง
การคัดทิ้งในระยะอนุบาลหลักเป็นการคัดทิ้งครั้งที่ 2 นับจากการปลูกเมล็ดงอก ทำก่อนการย้ายปลูก 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามยังมีลักษณะต้นกล้าที่ต้องคัดทิ้ง คือต้นกล้าที่มีเชื้อราเข้าทำลายอย่างรุนแรง เช่น โรค blast Anthracnose และ Curvularia เป็นต้น
              7.3 วิธีการคัดทิ้งต้นกล้าในระยะอนุบาลหลัก
                         7.3.1 วางต้นกล้าเป็นแถว ตามการวางถุงในอนุบาลหลัก
                         7.3.2 เดินถอยหลังแล้วคัดทีละ 2 แถว ที่อยู่ใกล้กับผู้ปฏิบัติ
                         7.3.3 ต้นกล้าที่ถูกคัดทิ้งต้องนำออกจากแปลงเพาะแล้วใช้มีดตัดยอดทิ้งทันที

ข้อควรปฏิบัติในการจัดการแปลงเพาะต้นกล้า

        1. ควรสร้างห้องเก็บของชั่วคราวในบริเวณแปลงเพาะเพื่อสะดวกในการเก็บวัสดุต่าง ๆ
        2. ในพื้นที่แปลงเพาะทีมีโอกาสเสี่ยงในการลักขโมย ควรจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อดูแลทรัพย์สินและต้นกล้าปาล์มน้ำมัน
        3. ในระบบการให้น้ำที่ติดตั้งท่ออยู่บนพื้นดิน ต้องระมัดระวังในการให้น้ำ โดยจะต้องปล่อยน้ำที่เหลือติดท่อออกให้หมดก่อนที่จะให้น้ำต้นกล้า เพราะน้ำที่ติดในท่อจะถูกแสงแดดทำให้ น้ำร้อน เมื่อนำไปรดต้นกล้าจะทำให้เกิดใบไหม้หรือต้นกล้าตายได้
        4. ควรมีอุปกรณ์ของระบบน้ำ เพื่อสะดวกในการซ่อมแซมระบบน้ำที่ชำรุด
        5. ไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ประเภท 2,4 – D และ 2,4, 5 -T (วัชพืช) และประเภทสารประกอบที่มีทองแดง (โรคพืช)
        6. ควรทำเครื่องหมายถังฉีดพ่นสารเคมีต่างๆ ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ถังฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ร่วมกับสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง และปุ๋ยทางใบ

การใช้ประโยชน์จากสวนปาล์มน้ำมัน

        ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวทะลายได้เมื่อปาล์มอายุ 2.5-3 ปีหลังปลูก ดังนั้น เกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันจะไม่มีรายได้จากสวนปาล์มในช่วง 1-2 ปีแรก แต่มีแนวทางในการเพิ่มรายได้ โดยการปลูกพืชอื่นร่วมกับการปลูกปาล์มในพื้นที่ว่างระหว่างแถวปาล์มน้ำมันอายุ 1-2 ปี ได้แก่ การปลูกผัก พืชล้มลุก หรือพืชอื่นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ซึ่งนอกจากจะเพิ่มรายได้จากการขายผลผลิตแล้ว การรดน้ำและใส่ปุ๋ยพืชเหล่านี้ต้นปาล์มน้ำมันก็ได้ประโยชน์ด้วย แต่เมื่อ ต้นปาล์มอายุมากขึ้นทางใบปาล์มแผ่เต็มพื้นที่ระหว่างแถวทำให้แสงแดดส่องผ่านน้อยลงสวนปาล์มร่มขึ้น สามารถเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ใช้แสงน้อยลง เช่น การเพาะเห็ดหรือเกษตรกรบางรายเลี้ยงปลาในร่องระหว่างแถวปาล์มที่มีน้ำไหลเวียนเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งการปลูกพืชผักและพืชล้มลุกพืชผักหรือพืชล้มลุกเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ทำสวนปาล์มน้ำมันในระยะแรกเนื่องจากพืชเหล่านี้ต้องการแสงแดดจัดสำหรับการเจริญเติบโต มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นจึงสามารถปลูกได้ 3-4 ครั้ง ใน 1 ปี และเงินที่ใช้ในการลงทุนไม่มากนัก ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการวางระบบน้ำในครั้งแรกประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อไร่ ซึ่งเมื่อคำนวณต้นทุนในครั้งแรก (ค่าไถพรวน ค่าระบบน้ำ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและสารเคมี) มีค่าใช้จ่าย 10,000-15,000 บาท ผักที่นิยมปลูกได้แก่ ถั่วฝักยาว แตงกวา มะเขือ คะน้า กวางตุ้ง พริก เป็นต้น ในกรณีปลูกถั่วฝักยาวเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายผลผลิตประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อไร่ต่อครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปจะมีกำไรจากการปลูกผักแต่ละชนิดไร่ละ 10,000-15,000 บาทต่อครั้ง

การปลูกผักและพืชล้มลุก

        นอกจากนี้ก็ในบางพื้นที่ยังมีการปลูกแตงโมสลับกับการปลูกข้าวโพดหวานในแปลงปาล์มน้ำมันอายุ 0 - 2 ปีหลังย้ายปลูก โดยสามารถปลูกแตงโมได้ 3 ครั้งใน 1 ปี คือ ช่วงแรกปลูกเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมและเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ช่วงที่สองเดือนมีนาคม - เมษายนและเก็บเกี่ยวในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน และสุดท้ายเดือนกรกฎาคม - สิงหาคมและเก็บเกี่ยวเดือนกันยายน - ตุลาคม โดยทั่วไปจะสลับปลูกข้าวโพดช่วงที่ 2 เพื่อพักแปลงและช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนแตงโมราคาถูก เนื่องจากผลไม้หลายชนิดให้ผลผลิตในช่วงนี้ การปลูกแตงโมมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง โดยมีต้นทุนการผลิต 12,500 บาทต่อไร่ (ค่ารถไถพรวน 250 บาท ค่ายกร่อง 150 บาท ค่าวางระบบน้ำหยด 2,500 บาท ค่าพลาสติกคลุมแปลง 1,500 บาท ค่าจ้างคลุมพลาสติก 200 บาท ค่าเมล็ดพันธุ์ 2,000 บาท ค่าจ้างย้ายกล้า 100 บาท ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี 2,300 บาท สารป้องกันกำจัดเชื้อรา แมลง และยาผสมเทียม 1,300 บาท) ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกแตงโมได้ 600 หลุม ระยะปลูก 60 x 60 เซนติเมตร การปลูกแตงโมร่วมกับปาล์มให้ผลผลิต 6,000 - 6,500 กิโลกรัมต่อไร่ เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายผลผลิตไร่ละประมาณ 32,000 - 58,000 บาท (ราคารับซื้อที่ 6 และ 9 บาท) ซึ่งจะเห็นได้ว่าการปลูกแตงโมมีกำไรค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากราคารับซื้อไม่แน่นอนส่งผลให้เกษตรกรมีความเสี่ยงในการปลูก

การปลูกข้าว

        ในกรณีที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่นาเดิมหรือนาร้าง ซึ่งสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มและมีน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกข้าว และพื้นที่ดังกล่าวมีน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนประมาณ 7-10 วัน เกษตรกรสามารถปลูกข้าวร่วมกับการทำสวนปาล์มน้ำมันในช่วงที่ปาล์มน้ำมันอายุ 1-2 ปีแรกหลังย้ายปลูก โดยสามารถปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน และเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกได้แก่ พันธุ์ชัยนาท และ กข7 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีอายุุเก็บเกี่ยว 3 เดือน ขั้นตอนในการปลูกเริ่มจากการยกร่องหรือพูนโคนเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันโดยใช้ระยะปลูก 9x9 เมตร และทำการปลูกปาล์มน้ำมัน เมื่อถึงฤดูทำนาจึงเตรียมพื้นที่นา โดยไถพรวนพื้นที่ระหว่างแถวปาล์มและปล่อยน้ำเข้า จากนั้นจึงหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวดูแลและใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ จนกระทั่งเก็บเกี่ยวรวงข้าวเมื่อถึงระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยา ซึ่งผลผลิตข้าวที่ได้ประมาณ 80 ถังต่อไร่ (ถ้าไม่มีสวนปาล์มจะได้ผลผลิต 90 ถังต่อไร่) และจากการคำนวณต้นทุนการผลิตข้าว พบว่า ในพื้นที่ 10 ไร่ ถ้าปลูกข้าวร่วมกับปาล์มน้ำมันได้ผลผลิตข้าว 8 เกวียน คิดเป็นจำนวนเงิน 72,000 บาท (ข้าวเกวียนละ 9,000 บาท) เมื่อลบกับต้นทุนการผลิต 21,000 บาท (ค่ารถไถพรวนไร่ละ 600 บาท ค่ารถเก็บเกี่ยวไร่ละ 600 บาท และค่าปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 จำนวน 1 กระสอบต่อไร่ ราคา 900 บาทต่อกระสอบ) เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกข้าว 102,000 บาทต่อปี ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกข้าวร่วมกับปาล์มน้ำมันจนกระทั่งปาล์มอายุ 2 ปี จากนั้นจึงทำการไถพลิกดินยกร่องปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้นปัญหาที่พบคือในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวรถเก็บเกี่ยวข้าวทำงานไม่สะดวก

การเพาะเห็ดฟาง

        การเพาะเห็ดฟางนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ววัสดุที่ใช้ในการเพาะเห็ดฟาง คือทะลายปาล์มเปล่าสามารถใช้คลุมโคนปาล์มเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่แปลงปาล์มน้ำมันอีกทางหนึ่ง ขั้นตอนในการผลิตเริ่มจากกองทะลายปาล์มและรดน้ำให้ชุ่ม ใช้ผ้ายางคลุมกองทะลายปาล์มอบไว้ 5 - 7 วัน จากนั้นวางทะลายปาล์มเรียงเป็นแถวให้ชิดกัน (กว้าง 0.75 เมตร ยาว 6 - 8 เมตร) รดน้ำ และโรยเชื้อเห็ดให้ทั่ว เปิดระบายความร้อน จากนั้นประมาณ 10 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวเห็ดฟางได้ เก็บผลผลิตทุกวันจนเก็บเกี่ยวหมดประมาณ 15 วัน และจากการคำนวณต้นทุนการผลิตเห็ดฟาง พบว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ ได้เงินจากการขายผลผลิตเห็ดฟาง 13,500 - 15,000 บาทต่อเดือน เมื่อลบกับต้นทุนการผลิตประมาณ 4,500 บาท (ค่าทะลายปาล์มเปล่า 900 บาท ค่าหัวเชื้อเห็ด 2,040 บาท ค่าแป้งข้าวเหนียว 90 บาท ค่าอาหารเสริม 450 บาท และค่าผ้าพลาสติกสีดำ 1,000 บาท) เกษตรกรจะมีรายได้จากการเพาะเห็ดฟางประมาณ 9,000 - 10,000 บาทต่อเดือน

การเลี้ยงปลา ...

การเลี้ยงปลาหรือการเลี้ยงปลาในกระชังในสวนปาล์มน้ำมันเหมาะกับแปลงปาล์มน้ำมันที่มีน้ำตลอดทั้งปี หรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งปลาส่วนใหญ่ที่นิยมเลี้ยงกันได้แก่ ปลาทับทิมและปลาจิตรลัดดา ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่การปรับพื้นที่สำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน และการเตรียมบ่อให้มีระบบน้ำไหลเวียนระหว่างแถวปาล์ม โดยปลูกปาล์มระยะปลูก 9 x 9 เมตร ปลูก 2 แถวคู่ และ ขุดบ่อลึก 2 เมตรกว้างประมาณ 4 เมตร ระหว่างแถวปาล์ม และมีทางระบายน้ำเชื่อมต่อในแต่ละบ่อสลับหัวท้าย เพื่อให้น้ำไหลเวียนทั่วทั้งสวน ซึ่งการปรับพื้นที่ขนาด 10 ไร่ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 110, 000 บาท ในพื้นที่ 10 ไร่ สามารถเลี้ยงปลาในกระชังได้ทั้งหมด 50 กระชัง (แถวละ 5 กระชัง) โดยไม่ทำให้เสีย กระชังขนาด 3 x 3 เมตร สามารถเลี้ยงปลาได้ 400 - 450 ตัว
จากการคำนวณ ต้นทุนการเลี้ยงปลาในพื้นที่ 10 ไร่ มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด จำนวน 370,500 บาท (ค่าใช้จ่ายในการปรับพื้นที่ 110, 000 บาท ค่าไม้ไผ่่กระชังละ 4 ลำ ลำละ 10 บาท จำนวน 2,000 บาท ค่าตาข่ายทำกระชัง 17,500 บาท ค่าลูกปลา จำนวน 450 ตัวต่อกระชัง 18,000 บาท ค่าอาหารปลา 153,000 บาท (อาหารปลา อายุ 1 เดือน 20 กิโลกรัม ต่อวัน x 30 วัน กระสอบละ 900 บาท จำนวน 27,000 บาท ค่าอาหารปลาเล็ก กระสอบละ 400 บาท จำนวน 72,000 บาทค่าอาหารปลาใหญ่ วันละ 3 กระสอบ กระสอบละ 300 บาท 54,000 บาท) ค่าแรงงาน จำนวน 2 คน คนละ 7,000 ต่อเดือน x 5 เดือน จำนวน 70,000 บาท) ซึ่งค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ได้ จากการขายปลาที่เลี้ยงไว้ 5 เดือน (ปลาหนักประมาณ 6 - 7 ขีด) พบว่ากระชังหนึ่งได้น้ำหนักปลาประมาณ 300 กิโลกรัม x 50 บาท/กิโลกรัม x 50 กระชังเป็นเงิน 750,000 บาท

ดังนั้นเกษตรกรได้กำไรประมาณ 379,500 บาท ซึ่งในรอบต่อไปของการเลี้ยงจะได้กำไรถึง 509,000 บาท และเกษตรกรยังได้รายได้้อีกส่วนหนึ่งจากสวนปาล์มน้ำมัน ปัญหาที่พบในการเลี้ยงปลาในกระชัง คือค่าใช้จ่ายในส่วนค่าอาหารค่อนข้างสูง อาหารปลามีราคาแพง ปลาตาย เนื่องจากการจัดการไม่ดีทำให้น้ำเสีย และปัญหาทางด้านสังคมมีการขโมยปลา ส่วนการขายผลผลิตปลาที่ได้ไม่มีปัญหา เนื่องจากมีพ่อค้ามาซื้อถึงบ่อโดยตรง

การปลูกปาล์มน้ำมันในดินพรุ

ดินพรุ หรือ Peat and Muck Soils หรือ Bug Soils เป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงเกิดในบริเวณที่ลุ่มน้ำขัง

ลักษณะเด่น คือ สีจะคล้ำมีอินทรีย์วัตถุสูงมากกว่า 20% เป็นกรดจัด เมื่อระบายน้ำออกจะหดตัวได้มาก พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ชุดดินนราธิวาส

ดินพรุแบ่งออกตามระดับความลึกของพรุได้ 3 ระดับคือ

ความลึก
ชั้นของดินพรุ
พรุตื้น น้อยกว่า 1.5 เมตร
พรุลึกปานกลาง 1.5 - 3.0 เมตร
พรุลึก มากกว่า 3.0 เมตร

ลักษณะทางกายภาพของดินพรุ

1. บริเวณที่พบดินพรุมักพบในพื้นที่ที่ลุ่มลึก การระบายน้ำทำได้ยาก ตลอดด้านในของแนวชายฝั่งทะเล
2. ส่วนประกอบของดินพรุ มีทั้งเศษซากพืชที่ยังไม่ย่อยสลาย และที่ย่อยสลายแล้วที่มีขนาดต่าง ๆ กัน ทั้งที่เป็นตอไม้และท่อนไม้ ซึ่งมีส่วนประกอบของไฟเบอร์ 20 - 60%
3. ความลึกของพรุมีตั้งแต่ไม่กี่่เซนติเมตร จนถึงลึกกว่า 9 เมตร
4. ในพื้นที่ดินพรุมีระดับน้ำใต้ดินสูง พบว่าระดับความชื้นในตัวดินพรุมีสูงถึง 100 - 1,300% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งทำให้พรุีมีสภาพคล้ายดินที่อิ่ม หรือพองตัวด้วยน้ำ ความหนาแน่นต่ำ
ไม่สามารถทนรับน้ำหนักได้มาก
5. ถ้ามีการระบายน้ำออกจากพื้นที่ดินพรุหรือทำการเพาะปลูก จะทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของดินพรุเป็นผลให้เนื้อดินพรุหดตัวลง และพื้นดินพรุจะทรุดตัวลง

ลักษณะทางเคมีของดินพรุ

1. มีค่า pH ต่ำมาก ประมาณ 3.0 - 4.5 ในบางพื้นที่ที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน ค่า pH อาจต่ำถึง 3.0
2. ค่าความเค็ม หรือการนำไฟฟ้า (electrical conductivity) โดยทั่วไปมีค่าต่ำ (น้อยกว่า 1 mmhos/ซม.) แต่ในบางพื้นที่อาจมีค่าสูงถึง 4.7 mmhos/ซม. ซึ่งในดินที่เหมาะสม สำหรับการปลูกพืชค่าการนำไฟฟ้าไม่ควรเกิน 2 mmhos/ซม.
3. มีปริมาณคาร์บอนและไนโตรเจนสูงมาก แต่เมื่อนำมาคิดคำนวณเป็นค่า อัตราส่วน C/N (C/N ratio) แล้วพบว่่ามีค่าสูงมาก นั่นคือ มีค่าไนโตรเจนต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าของคาร์บอน ดังนั้นในดินพรุจึงมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจน
4. มีธาตุฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมต่ำมาก
5. มีค่า Cation Exchange Capacity (C.E.C.) สูงมาก อาจถึง 100 meq/ดิน 100 กรัม หมายถึงในดินพรุมีปริมาณอินทรีย์วัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถเป็นแหล่งธาตุอาหาร
ให้กับพืชได้
6. มีปริมาณแคลเซียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียมที่ี่แลกเปลี่ยนได้ต่ำ (exchangeable K, Ca, Mg) เนื่องจากมีการผุพังสลายต่ำหรือมีค่า base saturation ต่ำมาก
7. ในดินพรุมักขาดจุลธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแดง และสังกะสี

ปัญหาของดินพรุในการทำการเกษตร

จากลักษณะทางกายภาพและเคมีของดินพรุ ทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนาทางการเกษตร ดังนี้

1. ดินพรุมีการระบายน้ำที่เลวเนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มลึก หาทางระบายน้ำออกได้ยาก
2. ดินพรุมีสภาพเป็นกรดมากกว่าปกติ
3. เมื่อมีการระบายน้ำและทำการเพาะปลูกเนื้อดินพรุจะหดตัว และทรุดตัวลงทำให้เกิดปัญหาการยึดเกาะของรากพืช และการล้มเอียงของต้นไม้ยืนต้น
4. ในกรณีที่มีการระบายน้ำออกมากเกินไปทำให้พื้นที่แห้งลงอย่างรวดเร็ว

5. มีโครงสร้างของดินที่อ่อนนุ่มมาก ไม่สามารถรับน้ำหนักของเครื่องจักรกลได้

6. เศษซากไม้ใหญ่ ๆ อาจเป็นปัญหาในการใช้
้เครื่องจักรกล

7. เนื่องจากดินพรุมี base saturation ต่ำ ทำให้มีจุลธาตุที่มีประจุบวกต่ำไปด้วย

ข้อได้เปรียบในการทำการเกษตรในดินพรุ

นอกจากปัญหาและอุปสรรค์สำหรับการ เกษตรในดินพรุแล้ว เมื่อพิจารณาถึงข้อดี ก็พบว่าในดินพรุมีข้อได้เปรียบในการทำการเกษตร สรุปได้ดังนี้
        1. มีเนื้อดินที่อ่อนนุ่มเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของรากพืช โดยเฉพาะพืชฤดูเดียว
        2. มีปริมาณน้ำในดินมาก จึงไม่พบปัญหาความเครียดของพืชจากการขาดน้ำ
        3. มีค่า C.E.C สูง ทำให้สามารถเก็บธาตุอาหารที่ใส่ลงในดินได้มากกว่าปกติ การสูญเสียธาตุอาหารต่าง ๆ มีน้อยมาก
        4. ในดินพรุไม่พบการดูดยึดธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัส แต่กลับช่วยให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

จากคุณสมบัติที่ดีของดินพรุนั้น ทำให้สามารถใช้ดินพรุทำการเกษตรได้ โดยต้องคำนึงถึงการจัดการให้้เหมาะสม เช่น ไม่ระบายน้ำออกมากเกินไปจนทำให้พื้นที่นั้นแห้ง อันจะเป็น
สาเหตุให้ดินทรุดตัว และเกิดไฟไหม้ได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรักษาระดับน้ำที่เป็นประโยชน์กับพืช ซึ่งทำให้ต้นทุนในการระบายน้ำ และสร้างถนนในดินพรุเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสภาพพื้นที่ปกติ แต่เมื่อคิดถึงการสร้างงาน การสร้างรายได้ รวมทั้งสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ก็คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

เทคนิคการปลูกปาล์มน้ำมันในดินพร

ในดินพรุที่ลึกน้อยกว่า 1 เมตร การปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อให้รากถึงดินชั้นล่างได้เร็วขึ้น อาจใช้เทคนิค hole in hole ส่วนในดินพรุที่ลึกเกิน 3.0 เมตรนั้น ก่อนนี้มีคำแนะนำไม่ให้ปลูกปาล์มน้ำมัน แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคนิคที่พัฒนาขึ้นมา จะไม่คำนึงถึงความลึกของพรุมากนัก ในบางที่ที่มีความลึกของพรุมาก ๆ เมื่อปลูกปาล์มน้ำมันแล้ว กลับเจริญเติบโตดีกว่าในพรุปานกลางและพรุตื้นก็เคยพบ

เทคนิคการปลูกปาล์มน้ำมันแบบ hole in hole


ผลผลิตปาล์มนำมันที่ปลูกในดินพร

ผลผลิตมีความแปรปรวนอย่างมาก เนื่องจากสาเหตุความลึกของชั้นดินพรุ ปริมาณธาตุอาหาร ความหนาแน่นของเนื้อดิน ระยะปลูก รวมทั้งการปฏิบัติดูแลรักษาแต่บางประเทศได้ทำการปลูกและมีรายงานข้อมูลผลผลิตปาล์มน้ำมัน ดังนี้

ประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะสุมาตราเหนือ
Nigeria Lame Estate ซึ่งมีความลึกของดินพรุหลายระดับ 0 - 25 ซม., 25 - 150 ซม. และมากกว่า 150 ซม. สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ย 13 ปี คือ 2.5 ตัน/ไร่/ปี
Ajamu Estate มีความลึกของพรุ 1 - 4 เมตร ให้ผลผลิต 3.8 ตัน/ไร่/ปี

ประเทศมาเลเซีย
ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ปลูกในดินพรุของประเทศมาเลเซีย เฉลี่ย 7 ปี คือ 4.21 ตัน/ไร่/ปี (จำนวนต้นปลูก 26 ต้น/ไร่)
ส่วนผลผลิตเฉลี่ยของประเทศ 3.25 ตัน/ไร่/ปี เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตเฉลี่ยในดินพรุกับดินทั่วไป จะเห็นได้ว่า การปลูกปาล์มน้ำมันในดินพรุสามารถให้ผลผลิตที่สูงกว่าในดินทั่ว ๆ ไป แม้ว่าจะต้องลงทุนค่อนข้างสูงกว่าปกติ ในขณะที่อายุการเก็บเกี่ยวเท่าที่มีรายงานพบว่าสามารถให้ผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 15 ปี

ต้นปาล์มน้ำมันในพื้นที่ดินพรุ ประเทศมาเลเซีย

การลงทุน

ต้นทุนในการจัดการระบายน้ำสูง เนื่องจากสภาพของเนื้อดินพรุเองที่มีความแน่นน้อย และปริมาณน้ำที่มีอยู่มาก ทำให้ต้องมีการทำร่องระบายน้ำที่ดี และการทำถนนที่ค่อนข้างยุ่งยากกว่า
ในพื้นดินทั่ว ๆ ไป

คำแนะนำสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันในดินพ

1. จำนวนต้นต่อไร่ ในดินพรุที่ความลึกของพรุปานกลาง (1 - 2 เมตร) พรุลึก (1 - 3 เมตร) และพรุลึกมาก (3 เมตรขึ้นไป) ควรปลูกปาล์มน้ำมัน 26 ต้น/ไร่ ส่วนพรุตื้น
ควรปลูก 22 - 24 ต้น/ไร่

2. การบดอัดดินพรุ ใช้เครื่องจักรกลบดอัดดินตามแถวปลูกและแนวเก็บเกี่ยวในระหว่างเตรียมดินการบดอัดดินพรุเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปลูกปาล์มน้ำมันในดินพรุครั้งแรกโดยจะต้องใช้รถขุดไฮโดรลิกบดอัดดินทั้งทางเดินที่ใช้ในการเก็บผลผลิต และแถวปลูก ทั้งนี้ครั้งแรกรถขุดจะต้องเอาซากพืชที่ตกค้างในดินพรุแล้วลากมารวมกองกันเป็นแนวบริเวณที่ไม่ได้ปลูกปาล์มน้ำมัน ตามด้วยรถขุดวิ่งบดอัดดิน 2 - 3 เที่ยวในดินที่เปิดใหม่ ต้องบดอัดให้ดินยุบลงไปประมาณ 50 ซม.

3. การเตรียมพื้นที่ปลูก จำเป็นต้องมีการบดอัดบริเวณแนวปลูก หรือใช้เทคนิคปลูกแบบหลุมเล็กในหลุมใหญ่ (hole in hole) เพื่อให้รากถึงดินชั้นล่างเร็วเพื่อป้องกันต้นเอนล้ม
ต้องมีระบบการควบคุมระดับน้ำในร่องระบายน้ำ พยายามรักษาระดับน้ำให้ต่ำกว่าผิวดิน 50 - 70 ซม.

4. ปาล์มน้ำมันที่ล้มหรือเอียงมาก ต้องตัดแต่งทางใบออก เพื่อให้ต้นปาล์มพัฒนาทางลำต้น ซึ่ง ต้นปาล์มจะฟื้นตัว ภายใน 3 ปี

5. การเลือกพันธุ์ปาล์ม ใช้พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอราที่มีต้นเตี้ย

6. หลีกเลี่ยงการใ่ส่ปุ๋ย N และ/หรือ P และ ปูนมากเกินไป เพราะจะไปทำให้รากปาล์มโผล่ และ้ล้มง่าย

การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันช่วงอายุไม่เกิน 3 ปี

อายุปาล์มน้ำมัน (ปี)
ชนิดและปริมาณปุ๋ยเคมี (กก./ต้น)
21-0-0
18-46-0
0-0-60
โบแรท
จุนสี
1
1.00
1.00
1.50
0.09
1.20
2
2.50
1.20
2.50
0.13
0.80
3
2.50
1.50
4.00
0.13
0.40
รวม (กก./ต้น/ปี)
6.00
3.70
8.00
0.35
2.40
รวม (กก./ไร่/ 3ปี)
136.00
84.36
182.40
7.99
54.72

การจัดการธาตุอาหารสำหรับปาล์มน้ำมันอายุมากกกว่า 3 ปี

ไนโตรเจน ให้ยูเรียไม่เกิน 1 กก./ต้น/ปี

ฟอสฟอรัส สำหรับปาล์มใหญ่ให้ร็อคฟอสเฟต (0 - 3 -0) ไม่เกิน 1.25 กก./ต้น/ปี
การดูแลทั่วไป ให้ร็อคฟอสเฟต 1 กก./ต้น/ปี ก็เพียงพอแล้ว
โปแตสเซียม ใช้ปุ๋ย 0 - 0 - 60 หรือขี้เถ้าทะลายปาล์มน้ำมันก็ได้ หรือใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป โดยใช้อัตรา 5 - 6 กก./ต้น/ปี

ปูนขาวไม่แนะนำให้ใช้ปูนขาวในช่วงแรก ควรใช้ตามความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพปูนเกิน

สังกะสีและทองแดง
ใช้ ZnSo4 และ
CuSO4 อย่างละ 15 กรัม รองก้นหลุมร่วมกับ
0 - 3 - 0 และหว่าน ZnSo4 และ CuSO4
อย่างละ 200 กรัม โรยบนผิวดินรอบ ๆ ต้น
เมื่อสิ้นสุดปีที่ 1 และปีที่ 2 อีก 100 - 200 กรัม ควรทำการวิเคราะห์ใบโดยรักษา ระดับ Cu
ที่ 3.5 - 5 ppm และ Zn ที่ระดับ 15 - 20 ppm

โบรอน
ต้องใส่ปุ๋ยโบรอน 100 - 200
กรัม/ต้น/ปี ถ้าผลการวิเคราะห์ใบมีโบรอนต่ำกว่า
10 -20 ppm (เนื่องจากค่าวิกฤตของการวิเคราะห์ใบสำหรับโบรอนอยู่ที่ 10 - 20 ppm)