Horticulture, Agronomy. ,Animal husbandman ,Diseases. ,Entomology ,Agricultural Engineering. ,Agricultural Economics. ,Agricultural Education. ,Agricultural technology. ,Home economics ,Food Science. , Agricultural Biotechnology. ,Information Technology in agriculture. ,Farm machinery and agricultural Nick McCormick Catholic. , Agricultural Articles, horticulture, farming, crops, conservation, viticulture, biologique, agriculture, poultry, production, farmer, goat, pesticide, globalization, science, nutrition, forestry, toxic, organization, market, matkets, farmers, agriculturist, institute, technology, food, health, desease, biotechnology, vegetation, agritourism, fruits, vegetable, agribusiness, agritourism, livestock, animals, aquaculture, floriculture, forestry, vegetables, garden.;

 

ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย

Natural resources in the country.

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่อย่างมากมาย และยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ แบ่งออกเป็น ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรแร่ธาตุ

ทรัพยากรดิน

ดิน ที่ปรากฏในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย แบ่งได้ 4 ชนิด[1] ได้แก่ ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย และดินอินทรีย์

  • ดินเหนียว: พบได้ทั่วไปในบริเวณที่ราบของแม่น้ำสายต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง ที่ราบปากแม่น้ำ ในภาคเหนือพบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบได้ในบริเวณแอ่งโคราช ภาคตะวันออกพบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง ภาคตะวันตกพบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และภาคใต้พบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำตาปี ปากพนัง ดินเหนียวมีลักษณะเป็นเนื้อละเอียด ขยายและหดตัวได้สูง จึงสามารถแตกระแหงได้โดยเฉพาะในฤดูแล้ง เหมาะแก่การปลูกข้าว ปอกระเจา เป็นต้น
  • ดินร่วน: พบได้ทั่วไปในภูมิประเทศที่เป็นที่ดิน โคก เนิน โนน ซึ่งเป็นตะพักลำน้ำของแม่น้ำ ดินชนิดนี้พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ดินร่วนประกอบด้วยดินเหนียวและดินทราย เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ทานตะวัน อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น
  • ดินทราย: พบบริเวณเชิงเขา ชายฝั่งทะเล และริมฝั่งแม่น้ำ พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดินจะประกอบด้วยทรายมากเนื่องจากเป็นดินที่เกิดใหม่ เหมาะแก่การปลูกป่าและพืชสวน
  • ดินอินทรีย์: พบในพื้นที่ที่เคยเป็นป่าชายเลนเก่า ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ในแผ่นดิน โดยจะเรียกพื้นที่ลักษณะนี้ว่า "พรุ" ดินชนิดนี้พบได้ใน ป่าพรุสิรินธร จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น ดินอินทรีย์ประกอบด้วยซากพืชและสัตว์ที่เน่าเปื่อยย่อยสลายแล้ว เป็นวัตถุสะสมอยู่ในดินชั้นบน

ทรัพยากรป่าไม้

ในประเทศไทยมีป่าไม้กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีลักษณะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ แบ่งได้ 2 ประเภท[1] ได้แก่ ป่าผลัดใบ และป่าไม่ผลัดใบ

ทรัพยากรน้ำ

แม่น้ำเจ้าพระยา เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องมีการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร แหล่งน้ำสำคัญในประเทศไทยมี 2 แหล่ง[ ได้แก่ จากน้ำผิวดินและน้ำบาดาล

  • น้ำผิวดิน: ได้แก่ ห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ เขื่อน ประเทศไทยมีแม่น้ำที่สำคัญที่สุดคือ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของประเทศหล่อเลี้ยงพื้นที่ราบใหญ่ทางตอนกลางของประเทศ นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำสำคัญตามภาคเช่น แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ในภาคเหนือ แม่น้ำมูล ชี ในภาคอีสาน แม่น้ำแม่กลองในภาคตะวันตก แม่น้ำตาปี ในภาคใต้
  • น้ำบาดาล: ในประเทศไทยน้ำบาดาลในแหล่งต่าง ๆ ถูกนำมาใช้มาก เนื่องจากการขาดแคลนน้ำผิวดินและมีโครงข่ายน้ำประปาไม่ทั่วถึง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรม จนเกิดปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดิน เช่น บริเวณเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร เช่น พื้นที่เขตบางนา ลาดกระบัง หนองจอก มีนบุรี จังหวัดสมุทรปราการและปทุมธานี

ทรัพยากรแร่ธาตุ

ประเทศไทยมีทรัพยากรแร่ธาตุมากมายหลายชนิดทั้งแร่โลหะ แร่อโลหะ แร่เชื้อเพลิง กัมมันตภาพรังสีและแร่รัตนชาติ มีการขุดขึ้นมาใช้ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน แร่ที่สำคัญในประเทศไทยแยกตามชนิด ดังนี้

แร่โลหะ

แร่ แหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ
หล็ก นครสวรรค์ (หัวหวาย อ. ตาคลี) ลพบุรี (เขาทับควาย อ. โคกสำโรง) ชลบุรี (เขาชีโอน-ชีจัน อ. สัตหีบ) นครศรีธรรมราช (อ. ท่าศาลา) เลย (แหล่งภูยาง ภูเหล็ก ภูเฮี้ยะ อ. เชียงคาน, แหล่งภูอ่าง อ. เมือง) กาญจนบุรี (แหล่งอึมครึม อ.บ่อพลอย) ฉะเชิงเทรา (แหล่งหนองบอน อ. บางคล้า) เชียงใหม่ (แหล่งแม่โถ อ. แม่แจ่ม) ลำปาง (แหล่งเถิน อ. เถิน) เพชรบูรณ์ (แหล่งซับไม้แดง เขาเหล็ก อ. หนองไผ่) ชลบุรี (แหล่งปรกฟ้า อ. บ้านบึง) กระบี่ (แหล่งเกาะม่วง-เกาะเหล็ก อ. เกาะลันตา)
ทองแดง เลย (บริเวณหินเหล็กไฟ-ภูทองแดง อ.เมือง, อ. เชียงคาน, อ.ท่าลี่) ขอนแก่น (บริเวณช่องเขาประตูตีหมา อ.ภูเวียง) หนองคาย (ภูโล้น อ.สังคม) เพชรบูรณ์ ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี นครราชสีมา (บริเวณจันทึก อ.ปากช่อง) อุตรดิตถ์ (บริเวณน้ำตรอน-น้ำสุ่ม อ.น้ำปาด, อ.ฟากท่า) แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก ลพบุรี
บอกไซด์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช
ดีบุก ภูเก็ต พังงา ตรัง สงขลา ระนอง แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง สุโขทัย กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ทังสเตน ยะลา กาญจนบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ เชียงราย นครศรีธรรมราช
ทนทาลัม ระนอง พังงา ภูเก็ต
ทองคำ อุดรธานี (ตอนเหนือ) หนองคาย (อ.สังคม) เลย (อ.เมือง, อ.เชียงคาน, อ. ปากชม) สระแก้ว (อ. กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี (อ. วัฒนานคร) สุโขทัย (อ. ศรีสัขนาลัย, อ. ทุ่งเสลี่ยม) ลำปาง (อ. สบปราบ, อ. เถิน, อ. แจ้ห่ม, อ. วังเหนือ) แพร่ (อ. วังชิ้น, อ. ลอง) เชียงราย (อ. เมือง, อ. เวียงป่าเป้า, อ. แม่จัน, อ. แม่สาย, อ. เชียงแสน) ฉะเชิงเทรา (อ. สนามชัยเขต) ชลบุรี (อ. บ้านบึง, อ. บ่อทอง) ระยอง (อ. แกลง) จันทบุรี (อ. ท่าใหม่) ประจวบคีรีขันธ์ (อ. ทับสะแก, อ. บางสะพาน, อ. บางสะพานน้อย) ชุมพร (อ. ปะทิว, อ. ท่าแซะ) นราธิวาส (อ. สุคิริน, อ. ระแงะ, อ. แว้ง) ยะลา (ตอนใต้) กาญจนบุรี (อ. สังขละบุรี, อ. ทองผาภูมิ, อ. ไทรโยค) ราชบุรี (อ. สวนผึ้ง, อ. จอมบึง) เพชรบูรณ์ (อ. เมือง, อ. หล่มสัก) ลพบุรี (อ. โคกสำโรง, อ. บ้านหมี่) นครสวรรค์ (อ. ท่าตะโก)
สังกะสี กาญจนบุรี (อ. ทองผาภูมิ, อ. สังขละบุรี, อ. ศรีสวัสดิ์) แม่ฮ่องสอน (อ. แม่สะเรียง) เชียงใหม่ (อ. แม่แตง) ตาก (ผาแดง อ. แม่สอด) เลย (อ. เมือง, อ. เชียงคาน, อ. ปากชม, อ. ท่าลี่) แพร่ (อ. ลอง) เพชรบูรณ์ (อ. เมือง)
ตะกั่ว กาญจนบุรี (อ. สังขละบุรี, อ. ทองผาภูมิ, อ. ไทรโยค, อ. ศรีสวัสดิ์) เลย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน สุโขทัย เพชรบูรณ์ เพชรบุรี ยะลา นครศรีธรรมราช
แมงกานีส เลย เชียงใหม่ ลำพูน เพชรบูรณ์ ชลบุรี นราธิวาส ยะลา
พลวง ลำพูน ลำปาง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี
แพลทินัม(ทองคำขาว) อุดรธานี (บ้านคำด้วง อ. บ้านผือ)

แร่อโลหะ

แร่ แหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ
ฟลูออไรต์ (พลอยอ่อน)[10] ลำพูน (อ. บ้านโฮ่ง อ. ป่าซาง อ.แม่ทา) ลำปาง เชียงใหม่ (อ. ฝาง อ. แม่แจ่้ม อ. ฮอด อ. อมก๋อย) เชียงราย แม่ฮ่องสอน (อ. ปาย อ. แม่สะเรียง) ราชบุรี (อ.จอมบึง) กาญจนบุรี (อ.ศรีสวัสดิ์ อ.พนมทวน) เพชรบุรี (อ. เขาย้อย อ. ท่ายาง) สุราษฎร์ธานี
เฟลด์สปาร์ ตาก นครศรีธรรมราช ราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่
ยิปซัม พิจิตร (บริเวณวังงิ้ว อ. บางมูลนาก) สุราษฎร์ธานี (อ. บ้านนาสาร, อ. เวียงสระ, อ. กาญจนดิษฐ์, อ. กาญจนดิษฐ์) นครสวรรค์ (อ. หนองบัว) ลำปาง (อ. สบปราบ, อ. แม่เมาะ) นครศรีธรรมราช (อ. ทุ่งใหญ่) เลย (อ. วังสะพุง) อุตรดิตถ์ (อ. น้ำปาด) ตาก (อ. แม่สอด) นครราชสีมา (อ. โนนสูง) กระบี่
เกลือหิน มหาสารคาม อุดรธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ ยโสธร อุบลราชธานี
เกลือทะเล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
ดินมาร์ล (ดินสอพอง) ลพบุรี สระบุรี สมุทรสาคร กาญจนบุรี ลำปาง นครสวรรค์
ดินเกาลิน (ดินขาว) ลำปาง (อ. แจ้ห่ม
หินอ่อน สระบุรี สุโขทัย นครนายก กำแพงเพชร สุโขทัย ชัยนาท สระบุรี นครราชสีมา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา
หินแกรนิต ตาก (อ. เมือง, อ. บ้านตาก, อ. สามเงา) เลย (อ.เมือง) อุทัยธานี (อ. ลานสัก) ลำปาง (อ. แม่พริก)
ทรายแก้ว สงขลา ภูเก็ต ตรัง นครศรีธรรมราช ชุมพร ปัตตานี ระยอง จันทบุรี และตราด
โพแทช ชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี หนองคาย สกลนคร
ฟอสเฟต กาญจนบุรี (เขาอีตุ้มบ้านกาญจน์ อ. เมือง) ลำพูน (อ. แม่ทา) พัทลุง (เขาพนมวงค์ อ. ควนขนุน) เพชรบูรณ์ (เขาชะโงก เขาเทพพนม อ. ชนแดน) ร้อยเอ็ด (บ้านเหล่าขาม อ. เมือง) เชียงใหม่ (อ. ฝาง, อ. เชียงดาว)
หินปูน สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ กาญจนบุรี เพชรบุรี ขอนแก่น เชียงราย
แบไรต์ ลำปาง ตาก แพร่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เลย อุดรธานี อุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สงขลา ตรัง สตูล กระบี่

แร่เชื้อเพลิง

แร่ แหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ
ลิกไนต์ ลำพูน (อ. ลี้) ลำปาง (อ. แม่เมาะ) เชียงใหม่ พะเยา ตาก กระบี่
น้ำมันดิบ เชียงใหม่ (บ่อน้ำมันฝาง) ขอนแก่น กำแพงเพชร (แหล่งสิริกิติ์) อ่าวไทย
แก๊สธรรมชาติ ขอนแก่น (อ.น้ำพอง]) อ่าวไทย (เช่น แหล่งเอราวัณ แหล่งบรรพต)
หินน้ำมัน ตาก ลำพูน (อ. ลี้)

กัมมันตภาพรังสี

แร่ แหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ
ยูเรเนียม ขอนแก่น (บริเวณช่องเขาประตูตีหมา อ.ภูเวี])
ทอเรียม ระนอง พังงา ภูเก็ต

[แร่รัตนชาติ

แร่ แหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ
พลอย จันทบุรี (บริเวณเขาวัว เขาพลอยแหวน บ้านบางกะจะ เขาสระแก้ว ซากลาว บ้านแสงส้ม บ้านบ่อเวฬุ บ้านสีเสียด บ้านตกพรม บ้านอ่างเอ็ด บ้านบ่ออีแรม บ้านนาตามี บ้านบ่อนาวง) ตราด (บริเวณหนองบอน บ้านบ่อไร่ บ้านตากแว้ง บ้านนาใหญ่ บ้านตาบอด บ้านสระใหญ่ บ้านทุ่งจั๊กจั่น) กาญจนบุรี (อ.บ่อพลอย) แพร่ (บ้านบ่อแก้ว) ศรีสะเกษ (บ้านด่าน อ. กันทรลักษณ์)

ทรัพยากรป่าไม้

อย่างป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อื่น ๆ เพราะป่าไม้มีประโยชน์ทั้งการเป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคสำหรับมนุษย์ และยังมีประโยชน์ในการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ถ้าป่าไม้ถูกทำลายลงไปมาก ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น สัตว์ป่า ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย จะส่งผลไปถึงดินและแหล่งน้ำด้วย เพราะเมื่อเผาหรือถางป่าไปแล้ว พื้นดินจะโล่งขาดพืชปกคลุม เมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างหน้าดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินไป นอกจากนั้นเมื่อขาดต้นไม้คอยดูดซับน้ำไว้น้ำก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือน และที่ลุ่มในฤดูน้ำหลากพอถึงฤดูแล้งก็ไม่มีน้ำซึมใต้ดินไว้หล่อเลี้ยงต้นน้ำลำธารทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อย ส่งผลกระทบต่อมาถึงระบบเศรษฐกิจและสังคม เช่น การขาดแคลนน้ำในการการชลประทานทำให้ทำนาไม่ได้ผลขาดน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า

ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย
ประเภทของป่าไม้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้งปริมาณน้ำฝนทำให้ป่าแต่ละแห่งมีความชุ่มชื้นต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)
2. ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)

ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)

ป่าประเภทนี้มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี เนื่องจากต้นไม้แทบทั้งหมดที่ขึ้นอยู่เป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบ ป่าชนิดสำคัญซึ่งจัดอยู่ในประเภท นี้ ได้แก่

1. ป่าดงดิบTropical Evergreen Forest or Rain Forest)
ป่าดงดิบที่มีอยู่ทั่วในทุกภาคของประเทศ แต่ที่มีมากที่สุด ได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความชื้นมากในท้องที่ภาคอื่น ป่าดงดิบมักกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นมาก ๆ เช่น ตามหุบเขาริมแม่น้ำลำธาร ห้วย แหล่งน้ำ และบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบชนิดต่าง ๆ ดังนี้
1.1 ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest)
เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ไม้ที่สำคัญก็คือ ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ เช่น ยางนา ยางเสียน ส่วนไม้ชั้นรอง คือ พวกไม้กอ เช่น กอน้ำ กอเดือย
1.2 ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)
เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย เช่น ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไม้ที่สำคัญได้แก่ มะคาโมง ยางนา พยอม ตะเคียนแดง กระเบากลัก และตาเสือ
1.3 ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest)
ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm ได้แก่ พวกไม้ขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่ พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมา ได้แก่ เป้ง สะเดาช้าง และขมิ้นต้น
2. ป่าสนเขา (Pine Forest)
ป่าสนเขามักปรากฎอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูงประมาณ 200-1800 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฎในพื้นที่สูง 200-300 เมตร จากระดับน้ำทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ ส่วนไม้ชนิดอื่นที่ขึ้นอยู่ด้วยได้แก่พันธุ์ไม้ป่าดิบเขา เช่น กอชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าแดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นต้น


3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest)
บางทีเรียกว่า "ป่าเลนน้ำเค็ม”หรือป่าเลน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจ ป่าชนิดนี้ปรากฎอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเลหรือบริเวณปากน้ำแม่น้ำใหญ่ ๆ ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึงในพื้นที่ภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยู่ทุกจังหวัดแต่ที่มากที่สุดคือ บริเวณปากน้ำเวฬุ อำเภอลุง จังหวัดจันทบุรี
พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็กใช้ประโยชน์สำหรับการเผาถ่านและทำฟืนไม้ชนิดที่สำคัญ คือ โกงกาง ประสัก ถั่วขาว ถั่วขำ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลำพูนและลำแพน ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก ปรงทะเลเหงือกปลายหมอ ปอทะเล และเป้ง เป็นต้น


4. ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Swamp Forest)
ป่าชนิดนี้มักปรากฎในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก ๆ ดินระบายน้ำไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ เช่น ครอเทียน สนุ่น จิก โมกบ้าน หวายน้ำ หวายโปร่ง ระกำ อ้อ และแขม ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปีดินป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาสดินเป็นพีท ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกัน เป็นเวลานานป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเลต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่นพื้นที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก "ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด" อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มากชนิดขึ้นปะปนกัน


ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าพรุ ได้แก่ อินทนิล น้ำหว้า จิก โสกน้ำ กระทุ่มน้ำภันเกรา โงงงันกะทั่งหัน ไม้พื้นล่างประกอบด้วย หวาย ตะค้าทอง หมากแดง และหมากชนิดอื่น ๆ

5. ป่าชายหาด (Beach Forest)
เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล น้ำไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริมทะเล ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ ใบหนาแข็ง ได้แก่ สนทะเล หูกวาง โพธิ์ทะเล กระทิง ตีนเป็ดทะเล หยีน้ำ มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง ตามฝั่งดินและชายเขา มักพบไม้เกตลำบิด มะคาแต้ กระบองเพชร เสมา และไม้หนามชนิดต่าง ๆ เช่น ซิงซี่ หนามหัน กำจาย มะดันขอ เป็นต้น
ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Declduous)
ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจำพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น ในฤดูฝนป่าประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่มพอถึงฤดูแล้งต้นไม้ ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทำให้ป่ามองดูโปร่งขึ้น และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้เล็ก ๆ ป่าชนิดสำคัญซึ่งอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่
1. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Declduous Forest)
ป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่งและยังมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไปพื้นที่ดินมักเป็นดินร่วนปนทราย ป่าเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปครอบคลุมลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก มีป่าเบญจพรรณน้อยมากและกระจัดกระจาย พันธุ์ไม้ชนิดสำคัญได้แก่ สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ส้าน ยม หอม ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดำ เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากนี้มีไม้ไผ่ที่สำคัญ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร เป็นต้น
2. ป่าเต็งรัง (Declduous Dipterocarp Forest)
หรือที่เรียกกันว่าป่าแดง ป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ตามพื้นป่ามักจะมีโจด ต้นแปรง และหญ้าเพ็ก พื้นที่แห้งแล้งดินร่วนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา ในภาคเหนือส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุด ตามเนินเขาหรือที่ราบดินทรายชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าแดง หรือป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมาก ได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้ง หญ้าเพ็ก โจด ปรงและหญ้าชนิดอื่น ๆ
3. ป่าหญ้า (Savannas Forest)
ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาคบริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลายบริเวณพื้นดินที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง หญ้าชนิดต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ หญ้าคา หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง บริเวณที่พอจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้าได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึ้นอยู่ เช่น ตับเต่า รกฟ้าตานเหลือ ติ้วและแต้ว

ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้
หย่อนใจได้ดี นอกจากนั้นป่าไม้ยังเป็นที่รวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์จำนวนมาก จึงเป็นแหล่งให้มนุษย์ ป่าไม้มีประโยชน์มากมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่.
ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits) ได้แก่ ปัจจัย 4 ประการ
1. จากการนำไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ไม้ขีดไฟ ฟืน เป็นต้น
2. ใช้เป็นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล
3. ใช้เส้นใย ที่ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มาถักทอ เป็นเครื่องนุ่งห่ม เชือกและอื่น ๆ
4. ใช้ทำยารักษาโรคต่าง ๆ
ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits)
1. ป่าไม้เป็นเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารเพราะต้นไม้จำนวนมากในป่าจะทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาค่อย ๆ ซึมซับลงในดินกลายเป็นน้ำใต้ดินซึ่งจะไหลซึมมาหล่อเลี้ยงให้แม่น้ำ ลำธารมีน้ำไหลอยู่ตลอดปี
2. ป่าไม้ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ำซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซึ่งเกิดขึ้นอยู่มากมายในป่าทำให้อากาศเหนือป่ามีความชื้นสูงเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงไอน้ำเหล่านั้นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆแล้วกลายเป็นฝนตกลงมา ทำให้บริเวณที่มีพื้นป่าไม้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่เกิดความแห้งแล้ง
3. ป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนและศึกษาความรู้ บริเวณป่าไม้จะมีภูมิประเทศที่สวยงามจากธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าจึงเป็นแหล่งพักผ่อนได้ศึกษาหาความรู้
4. ป่าไม้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย โดยช่วยลดความเร็วของลมพายุที่พัดผ่านได้ตั้งแต่ ๑๑-๔๔ % ตามลักษณะของป่าไม้แต่ละชนิด จึงช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากวาตภัยได้ซึ่งเป็นการป้องกันและควบคุมน้ำตามแม่น้ำไม่ให้สูงขึ้นมารวดเร็วล้นฝั่งกลายเป็นอุทกภัย
5. ป่าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพัดพาหน้าดิน จากน้ำฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลงการหลุดเลือนของดินจึงเกิดขึ้นน้อย และยังเป็นการช่วยให้แม่น้ำลำธารต่าง ๆ ไม่ตื้นเขินอีกด้วย นอกจากนี้ป่าไม้จะเป็นเสมือนเครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ จึงนับว่ามีประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน
สาเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย
1.การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
ตัวการของปัญหานี้คือนายทุนพ่อค้าไม้ เจ้าของโรงเลื่อย เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ ผู้รับสัมปทานทำไม้และชาวบ้านทั่วไป ซึ่งการตัดไม้เพื่อเอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมาย ปริมาณป่าไม้ที่ถูกทำลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเพิ่มของจำนวนประชากร ยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเท่าใด ความต้องการในการใช้ไม้ก็เพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้ไม้ในการปลูกสร้างบ้านเรือนเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถ่านในการหุงต้ม เป็นต้น
2. การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบครองที่ดิน
เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินก็อยู่สูงขึ้น เป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ แผ้วถางป่า หรือเผาป่าทำไร่เลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จ้างวานให้ราษฎรเข้าไปทำลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป
3. การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก
เช่น มันสำปะหลัง ปอ เป็นต้น โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเกษตร
4. การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ พื้นที่
ทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลาและมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน
5. การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ
เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้พื้นที่เก็บน้ำหน้าเขื่อนที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์ ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย เช่น การสร้างเขื่อนรัชชประภาเพื่อกั้นคลองพระแสงอันเป็นสาขาของแม่น้ำพุมดวง-ตาปี ทำให้น้ำท่วมบริเวณป่าดงดิบซึ่งมีพันธุ์ไม้หนาแน่นประกอบด้วยสัตว์นานาชนิดนับแสนไร่ ต่อมาจึงเกิดปัญหาน้ำเน่าไหลลงลำน้ำพุมดวง
6. ไฟไหม้ป่า
มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอากาศแห้งและร้อนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทำของมะม่วงที่อาจลักลอบเผาป่าหรือเผลอ จุดไฟทิ้งไว้โดยเฉพาะในป่าไม้เป็นจำนวนมาก
7. การทำเหมืองแร่
แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อนจึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้าง ถนน หนทาง การระเบิดหน้าดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุ ส่งผลถึงการทำลายป่า

การอนุรักษ์ป่าไม้
ป่าไม้ถูกทำลายไปจำนวนมาก จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลกรวมทั้งความสมดุลในแง่อื่นด้วย ดังนั้น การฟื้นฟูสภาพป่าไม้จึงต้องดำเนินการเร่งด่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและ ประชาชน ซึ่งมีแนวทางในการกำหนดแนวนโยบายด้านการจัดการป่าไม้ ดังนี้
1. นโยบายด้านการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้
2. นโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เกี่ยวกับงานป้องกันรักษาป่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสันทนาการ
3. นโยบายด้านการจัดการที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถิ่น
4. นโยบายด้านการพัฒนาป่าไม้ เช่น การทำไม้และการเก็บหาของป่า การปลูก และการบำรุงป่าไม้ การค้นคว้าวิจัย และด้านการอุตสาหกรรม
5. นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโยบายดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้ได้รับผลประโยชน์ ทั้งทางด้านการอนุรักษ์และด้านเศรษฐกิจอย่างผสมผสาน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติและมีทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ทีมา :
http://www.school.net.th/library/snet6/envi2/forest/forestn.htm

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 3
ทรัพยากรป่าไม้ โดย นายดุสิต พานิชพัฒน์ และ นายสง่า สรรพศรี
นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ป่าไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่อำนวยประโยชน์ให้แก่มนุษย์อย่างมหาศาล ในสมัยโบราณมนุษย์ได้อาศัยไม้จากป่ามาทำเชื้อเพลิง ได้เก็บใบ ดอก ผล หน่อไม้ เห็ด และของป่าต่าง ๆ มาเป็นอาหาร อาศัยป่าไม้เป็นร่มเงาและที่กำบังจากลมฟ้าอากาศ และมนุษย์ได้ไม้มาทำเรือขุด สร้างที่พำนักอาศัย เครื่องใช้ และอาวุธป้องกันตัว
แม้แต่มนุษย์ในสมัยปัจจุบัน ป่าไม้ก็ยังคงอำนวยประโยชน์ให้อย่างมากมาย เช่น ไม้สำหรับทำเชื้อเพลิง ไม้ท่อนสำหรับก่อสร้างและเป็นสินค้า และไม้อัดประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเยื่อกระดาษ และทางเคมีอีกนับเป็นพัน ๆ ชนิด เช่น กระดาษสำหรับพิมพ์ กระดาษวาดเขียน กระดาษแข็งและวัตถุที่เป็นฉนวน ไปจนถึงพลาสติก เส้นใยที่ผลิตโดยมนุษย์ วัตถุระเบิด สีทาบ้าน สีย้อมผ้า น้ำหอม ตลอดจนสมุนไพร หรือยานานาชนิด
ป่าไม้ที่ยืนต้นอยู่ก็ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอเนกประการ ป่าไม้ช่วยป้องกันและบรรเทาการพังทลายของดิน โดยช่วยลดความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลผ่านผิวดิน ช่วยยึดเหนี่ยวดินให้อยู่คงที่ ป้องกันมิให้ดินตะกอนไหลไปทับถมท้องลำห้วย ลำน้ำ ทะเลสาบ เขื่อน และอ่างเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทาน หรือเพื่อพลังงานไฟฟ้า ซึ่งก็เท่ากับป่าไม้ช่วยทำให้การสัญจรตามลำน้ำเป็นไปโดยสะดวก และช่วยยืดอายุการรับใช้ของเขื่อนหรืออ่างเก็บกักน้ำเหล่านั้นให้ยืนยาวขึ้นด้วย ป่าไม้ช่วยเก็บกักน้ำในลำห้วยลำธารและน้ำใต้ดิน ให้มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ และใสสะอาด ป่าไม้ช่วยบรรเทาหรือป้องกันอุทกภัย พื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่มีป่าไม้ปกคลุม มีสภาพคล้ายกับฟองน้ำที่คอยช่วยซับซาบน้ำไว้หลังจากฝนตกแล้ว ซึ่งเท่ากับช่วยควบคุมการไหลของน้ำในลำห้วย ลำน้ำ ป่าไม้ช่วยเสริมสร้างดินให้สมบูรณ์ขึ้นจากการผุพัง หรือการสลายตัวของกิ่งไม้ใบไม้ และซากพืชซากสัตว์ที่กลายไปเป็นปุ๋ยธรรมชาติ
นอกจากนี้ ป่าไม้ยังเป็นบ่อเกิดของอาชีพแรงงานของมนุษย์เป็นจำนวนล้าน ๆ คน นับตั้งแต่การตัดฟัน ชักลากขนส่งไม้ การแปรรูปไม้ในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ใช้ไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้เป็นวัตถุดิบ การบำรุงป่า และปลูกป่า ทั้งรัฐยังมีรายได้จากไม้ ของป่า ผลิตภัณฑ์จากไม้เป็นพัน ๆ ล้านบาท มนุษย์ได้อาศัยล่าสัตว์ป่าไปเป็นอาหารและเป็นสินค้า ป่าไม้เป็นแหล่งพำนักอาศัยของสัตว์ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน ซึ่งใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และเป็นที่ศึกษาวิจัยของนักศึกษาและนักวิทยาศาสตร์ทั่ว ๆ ไป

ป่าไม้เป็นร่มเงาและที่กำบังจากลมฟ้าอากาศ


กำเนิดและวิวัฒนาการของป่าไม้
เมื่อประมาณสองพันล้านปีล่วงมาแล้ว ได้มีพืชชนิดแรกอุบัติขึ้นในโลก พืชชนิดนี้เชื่อกันว่าเป็นอินทรีย์ที่มีขนาดเล็กมาก และมีชีวิตอยู่ในท้องทะเลเท่านั้น ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน พืชดังกล่าวก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นพืชที่มีรูปร่างต่าง ๆ กัน แต่พืชบกยังมิได้ถือกำเนิดขึ้นแต่ประการใดเลย ดูเหมือนเป็นเวลาถึง ๑,๔๐๐ ล้านปี ที่สาหร่ายทะเลสีเงินแกมเขียว (blue green algae) สามารถตั้งตัวขึ้นได้ในน้ำส่วนหนึ่ง และบนบกอีกส่วนหนึ่ง
จากพืชดังกล่าวข้างต้นนี้ พืชบกจึงได้ถือกำเนิด และวิวัฒนาการต่อมา
อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาของการวิวัฒนาการนี้ พืชหลายชนิดได้สาบสูญไป พืชที่คงอยู่ก็ขยายจำนวน และมีรูปร่างสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ในปัจจุบันประมาณว่ามีพืชที่มีชีวิตอยู่ในโลกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ชนิด สำหรับรายละเอียดว่าพืชชนิดใดกำเนิดขึ้นในยุคใดนั้น ตามหลักฐานทางธรณีวิทยา ปรากฏว่า ในยุคพรีแคมเบรียน (Pre-Cambrian) คือเมื่อ ๑,๒๐๐ - ๒,๐๐๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว มีพืชทะเลดึกดำบรรพ์ในรูปของ แอลจี (algae) อันเป็นจุลินทรีย์ที่มีเซลล์เดียว และเป็นต้นตระกูลของสาหร่ายทะเลได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ต่อมาในยุคเดวอเนียน (Devonian) หรือ ๓๕๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว มีพืชบกดึกดำบรรพ์กำเนิดขึ้น ถัดจากนั้นก็ถึงยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carbonifer us) หรือ ๓๐๐ ล้านปี จัดเป็นยุคที่ถ่านหินได้กำเนิดขึ้นจากซากพืชที่ทับถมกันอยู่ พรรณไม้จำพวกเฟิร์น หรือผักกูด และพรรณไม้สนสมัยบรรพกาลได้ถือกำเนิดขึ้น
ต่อมาก็ถึงยุคเพอร์เมียน (Permian) หรือ ๒๑๕ ล้านปีล่วงมาแล้ว บรรดาพืชที่เกิดขึ้นในยุคคาร์บอนิเฟอรัสได้ล้มตายและสาบสูญลงบ้าง
เมื่อถึงยุคทริแอสสิก (Triassic) หรือ ๑๙๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว พรรณไม้จำพวกปรงจึงถือกำเนิดขึ้น ต่อเมื่อถึงยุคจูราสสิก (Jurassic) หรือ ๑๕๕ ล้านปีล่วงมาแล้วจึงมีพรรณไม้ตระกูลสนเจริญเติบโตขึ้นอย่างมากมาย ส่วนพรรณไม้ที่มีดอกสีสันต่าง ๆ ได้มีขึ้นในยุคครีเตเชียส (Cretaceous) หรือ ๑๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว
พรรณไม้สมัยปัจจุบัน ได้วิวัฒนาการขึ้นมาเมื่อยุคพลิโอซีน (Pliocene) คือเมื่อ ๑๒ ล้านปีมานี้เอง
ป่าไม้ในปัจจุบันอันประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด ที่ได้วิวัฒนาการมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน กล่าวคือ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เจริญเติบโตขึ้น แล้วก็เสื่อมลงและสูญพันธุ์ไป มีพรรณไม้ชนิดใหม่เกิดขึ้นแทน และเปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพของดินฟ้าอากาศ อย่างไรก็ดี พรรณไม้ที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจของโลก ในปัจจุบันจำแนกออกได้เป็น ๒ พวก พวกหนึ่งคือ ไม้ ใบ แคบ เรียวแหลม มีลักษณะเหมือนเข็ม คือ ไม้จำพวกสนเขา และอีกพวกหนึ่งที่มีใบกว้าง เช่น ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ทั้งสองจำพวกนี้ได้เจริญสืบเนื่องต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ไม้สน เป็นไม้ใบแคบ เรียวแหลม มีลักษณะเหมือนเข็ม มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก (ป่าสน ภูกระดึง จังหวัดเลย)

บรรณานุกรม
นายดุสิต พานิชพัฒน์
นายสง่า สรรพศรี


ไม้สน เป็นไม้ใบแคบ เรียวแหลม มีลักษณะเหมือนเข็ม มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก (ป่าสน ภูกระดึง จังหวัดเลย)

http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?id=766&actype=main&qID=&wi=&hnl=&ob=&asc=&q=กำเนิดและวิวัฒนาการของป่าไม้&select=1&id=766#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 3

ความงดงาม และสีสันของพันธุ์พืชไม้ ต้นไม้ ดอกไม้ ช่วยให้ผู้ดูสบายตาสบายใจ นอกจากนี้พืชนั้นยังเป็นต้นทางของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ พืชทุกชนิด ทั้งที่สวย ไม่สวย หอม ไม่หอม ล้วนแล้วแต่ได้สังเคราะห์แสงสร้างประโยชน์กับพื้นโลก โดยเนื้อหาที่จะนำเสนอนี้ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว จะสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงเพื่อการศึกษา ทั้งในทางพฤกษศาสตร์ หรือด้านศิลปะการปลูกและตัดแต่งพรรณไม้ สืบไป วิกิพีเดีย:โครงการจัดตั้งสารานุกรมพรรณพฤกษา จะเป็นโครงการรวบรวมข้อมูลพรรณไม้ทั่วโลก โดยเฉพาะพรรณไม้ป่าและไม้ดอกไม้ประดับในประเทศไทย เพื่อจัดตั้งเป็นสารานุกรมพรรณพฤกษา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สนองพระราชปณิธาณดังพระราชดำรัสความว่า
พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ. . . พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า

— พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ณ บ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ----



คำนิยาม
พืช ดอกไม้ ต้นไม้ กล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ดอกไม้ประดับ ราก ก้าน ใบ ใบไม้ เมล็ดพันธุ์ กิ่ง ปักชำ

พืชดอก (Magnoliophyta) พืชใบเลี้ยงคู่ (Magnoliopsida)
รายชื่อ
รายชื่อวงศ์พรรณไม้ แบ่งตามอนุกรมวิธาน
รายชื่อวงศ์พรรณไม้
รายชื่อไม้ดอกไม้ประดับ แบ่งตามกลุ่มอักษร
แม่แบบ:พรรณไม้ดอกไม้ประดับ
รายชื่อกล้วยไม้
กล้วยไม้ในประเทศไทย
การจัดหมวดหมู่
หมวดหมู่หลัก
หมวดหมู่:พืช (ใหม่) หมวดหมู่:อาณาจักรพืช (หมวดหมู่พืชเดิม) (รายละเอียดหัวข้อถัดไป)
หมวดหมู่:การจำแนกชั้นพืช (รายละเอียดหัวข้อถัดไป)
หมวดหมู่:สาระวิชาที่เกี่ยวกับพืช
หมวดหมู่:สถานที่รวบรวมพันธุ์พืช
หมวดหมู่:พรรณไม้ที่เป็นสัญลักษณ์องค์กร หมวดหมู่:ต้นไม้ประจำจังหวัด
หมวดหมู่:ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย
หมวดหมู่:พืช แบ่งตามการใช้ประโยชน์ หมวดหมู่:พืช แบ่งตามส่วนที่ใช้ประโยชน์ หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากดอก
หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากลำต้น
หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากใบ
หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากรากและเหง้า
หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากผลสด
หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากผลแห้ง
หมวดหมู่:พืชที่ใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นๆ
หมวดหมู่:พืชสวนพืชไร่ หมวดหมู่:พืชน้ำมัน
หมวดหมู่:พืชน้ำยาง
หมวดหมู่:พืชตัดดอก
หมวดหมู่:พืชตัดใบ
หมวดหมู่:พืชเก็บผล
หมวดหมู่:พืชที่รับประทานได้
หมวดหมู่:พืชเศรษฐกิจ
หมวดหมู่:วัชพืช (ไม่มีประโยชน์ หรือไม่ใช้ประโยชน์)
หมวดหมู่:พืช แบ่งตามถิ่น หมวดหมู่:พืชเฉพาะถิ่น
หมวดหมู่:พืช เรียงตามชื่อภาษาไทย
หมวดหมู่:พืช เรียงตามชื่อภาษาอังกฤษ
หมวดหมู่:พืช แบ่งตามลักษณะทางกายภาพ หมวดหมู่:พืช แบ่งตามลักษณะท่อลำเลียง หมวดหมู่:พืชไม่มีท่อลำเลียง
หมวดหมู่:พืชมีท่อลำเลียง (ดูหัวข้อถัดไป)
หมวดหมู่:พืช แบ่งตามลักษณะการสืบพันธุ์ หมวดหมู่:พืชที่สืบพันธุ์โดยไม่ใช้เมล็ด
หมวดหมู่:พืชที่สืบพันธุ์โดยใช้เมล็ด หมวดหมู่:พืชไร้ดอก
หมวดหมู่:พืชดอก (ดูหัวข้อถัดไป)
หมวดหมู่:พืช แบ่งตามลักษณะใบเลี้ยง
หมวดหมู่:พืช แบ่งตาม...
หมวดหมู่:พืชหายาก
หมวดหมู่:ฟอซซิลพืช
หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่:อาณาจักรพืช หมวดหมู่:สาหร่ายสีเขียว
หมวดหมู่:พืชบก หมวดหมู่:พืชไม่มีท่อลำเลียง
หมวดหมู่:พืชมีท่อลำเลียง หมวดหมู่:พืชไร้เมล็ด
หมวดหมู่:พืชมีเมล็ด หมวดหมู่:พืชไร้ดอก
หมวดหมู่:พืชดอก หมวดหมู่:พืชใบเลี้ยงคู่ หมวดหมู่:ซาปินดาเลส
หมวดหมู่:แอสทีราเลส
หมวดหมู่:ไมยร์ทาเลส หมวดหมู่:วงศ์ A
หมวดหมู่:วงศ์ B หมวดหมู่:สกุล ก
หมวดหมู่:สกุล ข
หมวดหมู่:วงศ์ C
หมวดหมู่:...เลส
หมวดหมู่:พืชใบเลี้ยงเดี่ยว หมวดหมู่:แอสพารากาเลส
หมวดหมู่:โพเลส
หมวดหมู่:...เลส
หมวดหมู่:การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ หมวดหมู่:การจำแนกชั้นพืช หมวดหมู่:ตระกูลพรรณไม้
หมวดหมู่:วงศ์พรรณไม้
หมวดหมู่:สกุลพรรณไม้

http://krittkawinn.net/Natural_Rst.html



 

   

     

 



สอบถามข้อมูล ที่สนใจได้ที่นี่
Name
Email Address
Telephone
Subject
 

ใส่คำค้นหาข้อมูลเวบไซต์นี้

กรุณาสมัครสมากชิกก่อน

Username

Password

เข้าสู่ระบบ

สมัครสมาชิกฟรี

forget password

คูมือการเพาะปลูก

Side Menu

 

 



 


















20 SEARCH The Web's Best   Search Engine List!

Pick a search engine from the search engine list. Enter your search term, and click search. Your results will open in a new window. If you don't find what you want, just close the results window, pick a new engine from the search engine list and search again (your search term will already be filled in).

 search engine list  

  • ALL THE WEB
  • ALTA VISTA
  • ASK
  • BING
  • CLUSTY
  • CORBIS IMAGES
  • EVERY STOCK PHOTO
  • EXALEAD
  • FLICKR
  • GETTYIMAGES
  • GOOGLE
  • IXQUICK
  • MAMMA
  • PICSEARCH
  • PIXSY SMUGMUG
  • SXC.HU
  • WEBSHOTS XCAVATOR
  • YAHOO
  •  

    แอ็บบอท - สัญญาเพื่อชีวิต 

    BIO

       Other Zone

    สถิติวันนี้

    21 คน

    สถิติเมื่อวาน

    47 คน

    สถิติเดือนนี้
    สถิติปีนี้
    สถิติทั้งหมด

    1158 คน
    20311 คน
    94312 คน

    เริ่มเมื่อ 2012-10-15

                 

    +



    Search Entire Archive

    >

     

    หน่วยงานร่วม : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    สถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    โทรศัพท์ 053-944031 แฟกซ์ 053-941426
    เว็บไซต์ : www.phtnet.org/postech

    หน่วยงานร่วม : มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    โทรศัพท์ 043-202597 แฟกซ์ 043-202598

    หน่วยงานร่วม : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    สายวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว

     คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี
    โทรศัพท์ 02-4707728

    หน่วยงานร่วม : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์

    โทรศัพท์ 034-281084 ต่อ 134

    รายชื่อเครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์ ของศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ติดตั้งอยู่ตามหน่วยงานร่วมทั้ง 4 แห่ง ผู้ที่มีความประสงค์ขอใช้บริการ สามารถติดต่อได้โดยตรงไปยังหน่วยงานนั้น ๆ


    CHARACTERIZATION OF THE
    ASHEPOO-COMBAHEE-EDISTO (ACE) BASIN,
    SOUTH CAROLINA
    ACE Basin Ecological Characterization

    Executive Summary | Introduction |
    About This CD-ROM | Site Map |
    Acknowledgements | Video Tour video icon


     เหนือ
      ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
    ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
    ใต้ฝั่งตะวันออก
    ใต้ฝั่งตะวันตก

    fx-rate.net


     

      ย้อนกลับ 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 314 หน้าต่อไป  






    หุ้น